กนอ.ชงกฎหมายตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก คาดประกาศใช้ใน 6 เดือน คลุมพื้นที่ 3 จังหวัด 3.1 หมื่นไร่ ด้าน "กอบศักดิ์" คาดแผนเสร็จใน 3 เดือนนี้
ภาครัฐเร่งทำแผนพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพื่อรองรับนโยบายอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชั้นสูงในพื้นที่ 3 จังหวัด โดยคาดว่าภายในสิ้นปีนี้ แผนพัฒนาพื้นที่และกฎหมายจะประกาศใช้ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตน่าลงทุนในระดับภูมิภาค
นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)กล่าวว่าขณะนี้อยู่ระหว่างการร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และจะนำเข้าเสนอต่อที่ประชุม คณะกรรมการบริหารการพัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (คบพ.) ในวันที่ 22 ก.ค.นี้ จากนั้นจะส่งไปที่ คณะกรรมการนโยบายการพัฒนาพื้นที่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ (คนพ.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และส่งไปให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และส่งไปให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาเพื่อออกเป็นกฎหมายต่อไป คาดว่าขั้นตอนทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน ก็จะประกาศใช้กฎหมายฉบับนี้ได้
ในร่างกฎหมายฉบับนี้ จะตั้งสำนักงานเลขาธิการขึ้นมาบริการ อีอีซี ทำหน้าคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ทำหน้าที่บูรณาการแผนกับหน่วยงานต่างๆ และผลักดันให้ก้าวหน้าตามแผนที่วางไว้ รวมทั้งการออกใบอนุญาตแทนหน่วยงานตามกฎหมายต่างๆที่ระบุไว้ในกฎหมาย เพื่อให้การดำเนินธุรกิจใน อีอีซี มีความรวดเร็ว ซึ่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ จะมีบทเฉพาะการกำหนดให้ผู้ว่าการ (กนอ.) ทำหน้าที่ดูแลหน่วยงานนี้ชั่วคราว
“เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนี้ จะสนับสนุนนโยบายซุปเปอร์คลัสเตอร์ และ10อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curve)ให้เกิดขึ้นได้รวดเร็ว รวมทั้งจะตั้งศูนย์วันสตอปเซอร์วิส ที่จะอำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาตต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง เช่น พ.ร.บ.โรงงาน พ.ร.บ.อาคาร และพ.ร.บ.จัดสรรที่ดิน ใบอนุญาตของกฎหมายการทำงานของคนต่างด้าว การจดทะเบียนพาณิชย์ และการจดทะเบียนเครื่องจักร เป็นต้น” นายวีรพงศ์ กล่าว
เพิ่มพื้นที่รองรับเป็น3.1หมื่นไร่
ทั้งนี้ กนอ.เตรียมพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมรองรับเพิ่มเติมใน3ส่วน คิดเป็นพื้นที่3.1หมื่นไร่คือ1.นิคมฯในปัจจุบันที่พร้อมจะขยายพื้นที่ได้ทันที7พันไร่2.นิคมอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก11นิคมฯ มีพื้นที่2หมื่นไร่ และ3.นิคมฯที่กนอ. จะพัฒนาเอง3นิคม มีพื้นที่4พันไร่ และในอนาคตก็จะมีนิคมฯของภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งจะเป็นนิคมฯเฉพาะทาง เช่น นิคมฯสมาร์ทพาร์ค ดิจิทัลพาร์ค เป็นต้น
“พ.ร.บ.เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกนี้ จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจการ การให้สิทธิประโยชน์ต่างๆตามกฎหมายของบีโอไอ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนเข้าประเทศได้อีกมาก” นายวีรพงศ์ กล่าว
เสนอตั้งสาขาแบงก์ต่างชาติได้
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐ กล่าวว่ารัฐบาลเตรียมจะผลักดันให้เกิดเขตเสรีทางการค้า (Free trade zone) ในพื้นที่ซึ่งจะมีการลงทุนของอุตสาหกรรมเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกในพื้นที่สำคัญๆ เช่น สนามบินอู่ตะเภา พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือแหลมฉบัง รวมทั้งนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เพื่อจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ดังกล่าวมากขึ้น
ทั้งนี้มีการประยุกต์ใช้รูปแบบของเขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้ในประเทศจีนมาเป็นต้นแบบในการพัฒนาโดยเขตเสรีทางการค้าจะมีการพิจารณายกเว้นภาษีการค้าเป็นรายพื้นที่ รวมทั้งมีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์การนำเงินเข้าออก การเปิดกว้างให้ใช้สกุลเงินต่างประเทศในการค้าขายและการลงทุน เพื่อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ดังกล่าวมีความคล่องตัวมากขึ้น
นายกอบศักดิ์กล่าวว่ารัฐบาลได้มีการหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แล้วว่าในการตั้งสาขาของธนาคารต่างชาติที่ปัจจุบันธนาคารต่างชาติไม่สามารถเปิดสาขาและเคาน์เตอร์ให้บริการทางการเงินได้เกินกว่า2แห่ง แต่หากมีการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมากขึ้นการให้บริการทางการเงินแก่นักลงทุนต่างชาติผ่านธนาคารของประเทศนั้นๆอาจมีความจำเป็น
“โดยเฉพาะในกรณีที่จะมีการจัดตั้งนิคมให้กับนักลงทุนชาติต่างๆ โดยเฉพาะ เช่น เกาลีใต้ ญี่ปุ่น และจีน ก็อาจจะต้องมีการผ่อนปรนให้ธนาคารเหล่านี้ไปตั้งสาขาหรือเคาน์เตอร์เพื่อให้บริการทางการเงินเพิ่มเติมในพื้นที่ได้ซึ่งเรื่องเหล่านี้ ธปท.มีความเข้าใจและพร้อมจะผ่อนปรนหลักเกณฑ์ควบคุมให้ตามความจำเป็น”
คาดแผนเสร็จใน3เดือน
นอกจากนี้ได้มีการหารือกับนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการอำนวยความสะดวกในการตรวจ-ปล่อยสินค้า นำเข้าของกรมศุลกากรซึ่งอาจจะมีการกำหนดรายการสินค้าต้องห้าม (Negative list) ที่จะนำเข้าในพื้นที่ และใช้การสุ่มตรวจตู้สินค้าแทนการตรวจสอบทุกตู้สินค้าเพื่อไม่ให้ใช้เวลานานเกินไปในการตรวจสอบสินค้านำเข้าซึ่งรายละเอียดต่างๆจะต้องมีการหารือกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกครั้งคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆนี้
“คาดว่าทุกอย่างจะเห็นแผนที่เป็นรูปธรรมใน3เดือนตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย สิ่งที่เราคุยกันตอนนี้คือลงในรายละเอียดว่าจะทำอย่างไรให้นักลงทุนเข้ามาลงทุน ซึ่งมองไปถึงเรื่องการอำนวยความสะดวก ซึ่งเราศึกษาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเซี่ยงไฮ้เป็นต้นแบบ นำมาสู่ข้อเสนอเรื่องเขตเสรีการค้า เสรีภาคการเงิน และการอำนวยความสะดวกเรื่องการนำเข้า–ส่งออกสินค้า ซึ่งเมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภาครัฐที่จะมีการลงทุนเพิ่มเติมเชื่อว่าจะเกิดการลงทุนของภาคเอกชนต่อเนื่องในพื้นที่มากขึ้น”นายกอบศักดิ์กล่าว
สศช.ตั้งเป้าเขตเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าแนวทางการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกได้ถูกบรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่12ในยุทธศาสตร์ที่ 9 การพัฒนาภาคเมือง และพื้นที่เศรษฐกิจเพื่อกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค
การพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกมีเป้าหมายที่จะสร้างการพัฒนาที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยยกระดับให้เป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสูงและเป็นมิตรของสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ วางแนวทางในการพัฒนา4ด้านได้แก่1.การเร่งรัดการแก้ปัญหามลพิษและสิ่งแวดล้อมให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม2.สนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและตรงกับศักยภาพของพื้นที่3.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคมที่ได้มาตรฐาน และ4.การกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ โดยส่งเสริมการเชื่อมโยงภาคเศรษฐกิจหลักกับเศรษฐกิจชุมชนในทุกภาคการผลิต






