คาดกำไร 2Q59 +97%QoQ และ +56%YoY
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- คาด TOP รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 2 ราว 7,377 ล้านบาท +97%QoQ และ +56%YoY : โดยผลประกอบการไตรมาส 2 ได้รับแรงหนุนจากกำไรสต๊อกน้ำมันดิบราว 4 พันล้านบาทหลังราคาน้ำมันดิบใน 2Q59 ปรับตัวขึ้นเกือบ 13 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ระดับ 46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยผลการดำเนินงานของทั้ง 3 ธุรกิจมีดังนี้ 1) ธุรกิจโรงกลั่นใช้กำลังการกลั่น 109 % เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 2% เพราะมีโรงกลั่นในประเทศบางแห่งหยุดซ่อมบำรุงบริษัทจึงเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเพื่อชดเชย ด้านค่าการกลั่นปรับตัวลดราว 2 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ระดับ 4-5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เนื่องจากส่วนต่างน้ำมันเบนซินปรับตัวลงจากอุปทานล้นตลาดในแถบเอเชียและสิงค์โปร และส่วนต่างน้ำมันเตาปรับตัวลงเพราะญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่ใช้น้ำมันเตาเป็นหลักหันมาผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์เพิ่มขึ้น
2) ธุรกิจอะโรเมติกส์ใช้กำลังการผลิตทรงตัวที่ 80% แม้ว่าราคาผลิตภัณฑ์เบนซีนและพาราไซลีนจะปรับตัวขึ้นแต่ส่วนต่างของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปรับตัวลงเพราะต้นทุนสูงขึ้นตามราคาน้ำมันเบนซิน อย่างไรก็ตามโครงการ LABIX ซึ่งเริ่มดำเนินการผลิตในเดือน เม.ย. ช่วยหนุนกำไรของธุรกิจอะโรเมติกส์
3) ธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นใช้กำลังการผลิตลดลงเล็กน้อยสู่ 84% เนื่องจากส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องและยางมะตอยปรับตัวลงจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน
- โครงการ LABIX และโรงไฟฟ้า SPP ช่วยหนุนผลประกอบการ : โครงการ LABIX ซึ่งเป็นการเปลี่ยนผลิตภัณฑ์เบนซีนและเคโรซีนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้วตั้งแต่เดือน เม.ย. ที่ผ่านมา โดยในไตรมาส 2 ได้ทำการผลิตเต็มเป็นไตรมาสแรกช่วยหนุนค่าการกลั่นรวมของธุรกิจอะโรเมติกส์ได้อีกราว 0.3 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสู่ระดับ 1.6 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล นอกจากนี้โรงไฟฟ้า SPP ที่เดินเครื่องตั้งแต่เดือน เม.ย. และเดือน มิ.ย. ช่วยหนุนกำไรจากบริษัทย่อยอีกราว 100 ล้านบาทสู่ระดับ 600 ล้านบาท โดยหากโรงไฟฟ้าดังกล่าวเดินเครื่องเต็มปีคาดว่าจะช่วยหนุนกำไรทั้งปีราว 1 พันล้านบาท
- ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ซื้อ” ปรับใช้ราคาปี 60 ที่ 71 บาท : ฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการกำไรปี 59 ตามเดิมที่ 13,898 ล้านบาทเติบโต 14%YoY ทั้งนี้คาดว่าในไตรมาส 3 ค่าการกลั่นจะปรับตัวลงต่อตามส่วนต่างน้ำมันสำเร็จรูป และคาดว่ากำไรจากสต๊อกน้ำมันดินจะไม่สูงเท่าไตรมาส 2 ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยปรับใช้ราคาเหมาะสมปี 60 โดยประเมินราคาเหมาะสมด้วยวิธี P/E Ratio โดยใช้ Prospective P/E ที่ 10 เท่า ได้ราคาเหมาะสมที่ 71 บาท/หุ้นเพิ่มขึ้นจากราคาเหมาะสมปี 59 ที่ 68 บาท/หุ้น ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดจึงปรับคำแนะนำจาก “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” เป็น “ซื้อ”






