"เอส แอนด์ เจ" ผนึกทุนมาเลเซีย ผุดโรงงานผลิตเครื่องสำอางเจาะผู้หญิงมุสลิม รุกตลาดอาเซียน ตะวันออกกลาง แอฟริกา
นายธีระศักดิ์ วิกิตเศรษฐ์ ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส แอนด์ เจ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องสำอาง เวชสำอาง สินค้าเครื่องใช้ส่วนบุคคลในเครือสหพัฒน์ เปิดเผยว่า บริษัทวางแผนขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องสำอางและเวชสำอางในระยะ 3-5 ปี ด้วยการเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้บริโภคชาวมุสลิมที่อยู่ในภูมิภาคอาเซียน ตะวันออกกลาง และกลุ่มประเทศแอฟริกา เพื่อสร้างโอกาสทางการตลาด และการเติบโตให้กับบริษัท
ทั้งนี้ ตลาดชาวมุสลิมที่เป็นผู้หญิงในภูมิภาคอาเซียนมีมากกว่า 167 ล้านคน ซึ่งปัจจุบันยังใช้สินค้าเครื่องสำอางไม่มากนัก จากโอกาสดังกล่าว ทำให้บริษัทผนึกพันธมิตรกับกลุ่มทุนมาเลเซีย 3 ส่วน ตั้งโรงงานผลิตเครื่องสำอาง มูลค่าการลงทุนประมาณ 40 ล้านบาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นประกอบด้วย เอส แอนด์ เจฯ 35%, ENGKAH ENTERPRISE SDN BHD ถือหุ้น 35% และ Mr.Tan Tiam Hok สัดส่วน 30% ซึ่งพันธมิตรทั้ง 2 รายมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจการผลิตเครื่องสำอาง และทำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคอยู่ในประเทศมาเลเซียด้วย
นอกจากการขยายตลาดเจาะชาวมุสลิม การ่วมทุนครั้งนี้ จะทำให้บริษัทได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการผลิต และการพัฒนาสินค้าจากพันธมิตรด้วย สำหรับโรงงานผลิตเครื่องสำอางดังกล่าว คาดว่าจะเดินเครื่องผลิตสินค้าได้ปลายปีนี้ เพื่อทำตลาดอย่างจริงจังในปี 2560 โดยจะประเดิมรุกตลาดมาเลเซีย และอินโดนีเซียก่อน
“การร่วมทุนกับมาเลเซียบริษัทวางเป้าหมายให้เป็นฐานการผลิตสินค้าเครื่องสำอางภายใต้มาตรฐานฮาลาล เพื่อส่งออกไปทำตลาดกลุ่มชาวมุสลิมทั้งที่อยู่ในอาเซียน เริ่มตลาดมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งยังไม่ใช้เครื่องสำอางกันมากนัก ส่วนหนึ่งอาจเพราะผู้บริโภคมีกำลังซื้อน้อย แต่ด้วยขนาดตลาดที่ใหญ่ อนาคตก็จะสร้างการเติบโตให้บริษัทได้ จากนั้นจะขยายตลาดเข้าไปยังกลุ่มประเทศในตะวันออกกลางและอาฟริกาเพิ่มเติม”
ที่ผ่านมา โมเดลการเป็นพันธมิตรกับนักลงทุน หรือแบรนด์ระดับโลก จะไม่ใช่แค่การรับจ้างผลิตตามที่ลูกค้ากำหนด(OEM)เท่านั้น แต่บริษัทให้ความสำคัญในการร่วมกันวิจัยและพัฒนา ตลอดจนดีไซน์เพื่อผลิตสินค้า(ODM)ด้วย เนื่องจากช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์และแบรนด์ได้มากกว่า ซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ดังชั้นนำทั่วโลก เช่น ในอังกฤษ ญี่ปุ่น เป็นต้น และส่งออกสินจำหน่ายทั่วโลก มีสัดส่วนยอดขายจากการส่งออก 50%
สำหรับภาพรวมบริษัทธุรกิจของบริษัท 2 ปีที่ผ่านมาได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ ทำให้คำสั่งผลิตสินค้าชะลอตัวลง ส่วนไตรมาสแรกปี 2559 มีรายได้ 1,124 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 45 ล้านบาท ขณะที่ปี 2558 มีรายได้ 5,292 ล้านบาท มีกำไร 253 ล้านบาท ซึ่งรายได้ปีก่อนลดลงจากปี 2557 แต่อัตรากำไรปรับตัวดีขึ้น








