สนช.ลุยแม่สอด ผงะ!เจอรถมือสองจอดรอเพียบนับพันคัน หวั่นใช้ช่องโหว่กม. ลักลอบขายต่อ จนท.ด่านอ้างทำอะไรไม่ได้ รอคำสั่งศาลชี้ขาด
คณะกรรมาธิการพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) นำโดยพล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการฯ พร้อมคณะ เดินทางไปยังด่านศุลกากรแม่สอด จ.ตาก เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับการถ่ายลำรถมือสองจากต่างประเทศที่อยู่ในคลังสินค้าเฉพาะคราว (ภาครัฐและเอกชน) โดยทางศุลกากรได้สรุปปัญหาว่าในปี 2558 มีรถมืองตกค้างอยู่ด่านจำนวน 865 คัน รถถ่ายลำที่สำรวจขึ้นบัญชีเป็นของตกค้างจำนวน 189 คัน โดยที่ยังไม่ผ่านแดน ซึ่งรถเหล่านี้รับมาจากอุตสาหกรรมแหลมฉบังจากนั้นก็ขนส่งมายังด่านแม่สอด รอการผ่านแดน ขณะนี้ด่านแม่สอดยังไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากติดขัดกฏหมาย จนกระทั่งมีการแก้ไข
โดยอธิบดีกรมศุลกากรออกประกาศกรมศุลกากร ฉบับที่ 210/2558 แก้ไขระยะเวลาที่ของผ่านแดนจะอยู่ในราชอาณาจักรภายใน 90 วันนับแต่เข้ามาในราชอาณาจักร หากครบกำหนดแล้วไม่สามารถปฏิบัติได้ให้ดำเนินการตามระเบียบ เช่น จำหน่าย ยึดนำออกประมูล หรือทำลาย เป็นต้น อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการ 7 รายได้ยื่นฟ้องศาลปกครองให้ศาลมีคำสั่งยกเลิกประกาศกรมศุลกากรวันที่ 210 /2558 ทำให้ไม่สามารถดำเนินการใดๆได้ ทั้งนี้ยอมรับว่า ผู้ประกอบการอาศัยช่องว่างของกฎหมายโดยไม่มีเจตนาผ่านแดน โดยเมื่อรถมาถึงด่านแม่สอดก็ไม่มีใครมารับและนำรถไปจอดไว้ในคลังสินค้า ทางด่านฯก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมาธิการฯได้มีการสอบถามว่า ปัจจุบันมีรถผ่านแดนตกค้างเป็นจำนวนกี่คน สาเหตุเกิดจากอะไร เมื่อรู้ปัญหาว่า ผู้ประกอบการมีเจตนาไม่ผ่านแดนแต่ต้องการนำรถเหล่านี้ไปลักลอบจำหน่ายหรือขายทอดตลาด หรือมีการสวมสิทธิ เนื่องจากรถเหล่านี้ไม่ต้องเสียภาษี ทำให้รัฐเสียหาย และมีแบล็คลิสต์บริษัทหรือผู้ประกอบการเหล่านี้หรือไม่ นอกจากนี้ได้มีการติดป้าย“ห้ามเคลื่อนย้าย”ไว้ที่รถยนต์ตกค้าง หมายความว่าอย่างไร โดยทางเจ้าหน้าชี้แจงว่า ขณะนี้ต้องรอคำสั่งศาลปกครองก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร
พล.สิงห์ศึก ให้สัมภาษณ์ ว่า เรื่องดังกล่าวได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการ นำเข้ารถมือสองที่นำเข้ารถมาประกอบสภาพในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มทุนที่นำเข้ารถมือสองโดยนำเข้ารถมือสองจากต่างประเทศ จากนั้นก็ขนส่งมายังชายแดนด่านศุลกากรแม่สอด แล้วนำมาจอดในพื้นที่ที่มีลักษณะเป็นคลังสินค้า จากนั้นก็มีการซื้อขายในเขตชายแดนไทยโดยคนไทย คนต่างด้าว และนำข้ามแดนไปยังประเทศเมียนมาร์ ซึ่งรถดังกล่าวเป็นรถยนต์มือสองที่นำเข้าจากต่างประเทศโดยผ่านพิธีการศุลกากรตามประกาศถ่ายลำผ่านแดนจากประเทศท่ี่สามนำผ่านประเทศไทยเพื่อไปจำหน่ายที่ประเทศเมียนมาร์โดยได้รับการยกเว้นภาษีอากร
พล.อ.สิงห์ศึก กล่าวว่า กรรมาธิการฯได้ดำเนินการตรวจสอบและสอบถามมาตั้งแต่ปี 2558แต่ก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิม แม้ว่าเจ้าหน้าที่กรมศุลการด่านแม่สอดได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้อยู่ในระหว่างการพิจารณาจากศาลปกครองไม่สามารถทำอะไรได้ก็เข้าใจ แต่จากข้อมูลที่ พบว่า มีรถตกค้างเกือบ 6,000 คัน โดยมีการนำมาพักไว้ในพื้นที่ที่มีลักษณะเหมือนคลังสินค้าในหลายโกดัง ทั้งๆที่จะต้องนำรถผ่านแดนไปยังประเทศเมียนมาร์โดยเจ้าของโกดังเป็นคนไทยที่เป็นนอมินี แต่เจ้าของที่แท้จริงเป็นผู้ประกอบการที่เป็นคนต่างชาติ เช่น ปากีสถานบังคลาเทศ พม่า โดยร่วมมือกับคนไทยใช้ช่องว่างของกฎหมายดำเนินการซื้อขายรถยนต์มือสองโดยไม่ต้องเสียภาษี เนื่องจากการซื้อขายมือสองต้องเสียภาษีจำนวนมาก ซึ่งผิดพ.ร.บ.ศุลกากรฯ พ.ศ. 2469
“เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก มีการทำกันเป็นกระบวนการค้ารถเถื่อน มีการลักลอบซื้อขาย ประมูล บางคันก็นำอะไหล่ออกขาย โดยที่ประเทศไทยไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากการนำเข้ารถมือสองถ่ายลำผ่านแดน มีแต่เสียกับเสีย และรถยนต์มือสองที่นำเข้ามาก็เป็นขยะ แถมเจ้าหน้าของเราต้องจัดการดูแลอีก ภาษีก็ไม่ได้ ต้องจัดเจ้าหน้าที่ไปจับกุมคนที่ลักลอบซื้อขายอีก ซึ่งกมธ.จะตรวจสอบเชิงลึกต่อไปว่า ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถมือสองเป็นคนไทยหรือคนต่างด้าว มีความเชี่อมโยงกันอย่างไร และควรมีมาตราการอะไรนอกจากการปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบต่างๆอีกทั้งอาจเข้าข่ายผิดพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจคนต่างด้าว”ประธาน กมธ.พาณิชย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลเกี่ยวกับการถ่ายลำผ่านแดนรถยนต์ที่ตกค้างอยู่ในประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2557 มีรถยนต์ตกค้างจำนวน 414 คัน ปีงบประมาณ 2558 มีรถยนต์ตกค้าง 498 คัน กรณีผ่านแดน ในปีงบประมาณ 2558 มีรถยนต์ตกค้าง5,106 คัน ปีงบประมาณ 2559 ( ต.ค. 58-9ก.พ.59)รถยนต์ตกค้างจำนวน 2,157คัน ซึ่งรถเหล่านี้ไม่มีการขนส่งสินค้าผ่านแดนออกไปจริงหรือการผ่านแดนเทียม ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากสินค้าผ่านแดนเทียม

