“เงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น จากแรงหนุนของกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาทแข็งค่าทะลุระดับ 35.00 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยการแข็งค่าของเงินบาทยังคงเป็นทิศทางเดียวกันกับสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาค ท่ามกลางแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้า สำหรับสัปดาห์นี้ นักลงทุนต่างชาติมีสถานะซื้อสุทธิในตลาดหุ้นและพันธบัตรไทยเป็นเงิน 16.3 พันล้านบาท และ 6.0 พันล้านบาท ตามลำดับ สอดคล้องกับที่ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า มีเงินทุนไหลเข้าไทยมากขึ้น หลัง UK ลงประชามติถอนตัวออกจาก EU อย่างไรก็ดี สถานการณ์ดังกล่าว ยังไม่น่ากังวล แต่การเคลื่อนไหวของตลาดอาจมีความผันผวนมากขึ้น
- สำหรับในวันศุกร์ (15 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 34.92 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.24 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันวันศุกร์ (8 ก.ค.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (18-22 ก.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 34.80-35.10 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยตลาดอาจรอติดตามผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ผลสำรวจแนวโน้มธุรกิจของเฟดสาขาฟิลาเดลเฟียเดือนก.ค. ข้อมูลการเริ่มสร้างบ้าน การขออนุญาตก่อสร้าง และยอดขายบ้านมือสองเดือนมิ.ย. ตลอดจนข้อมูลเงินทุนไหลเข้าสุทธิสู่ตลาดการเงินสหรัฐฯ เดือนพ.ค. นอกจากนี้ นักลงทุนอาจติดตามประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับความเสี่ยง BREXIT และรายงานดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือนก.ค. (เบื้องต้น) ของประเทศชั้นนำหลายประเทศด้วยเช่นกัน
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนีหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น จากแรงหนุนของกระแสเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่องโดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,492 จุด เพิ่มขึ้น 2.50% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 19.66% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 66,307.99 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 549.55 จุด เพิ่มขึ้น 1.54% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดสัปดาห์นี้ โดยได้รับอานิสงส์จากแรงซื้อเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2/2559 รวมทั้ง แรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติ นอกจากนื้ ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยที่ปรับดีขึ้นก็ช่วยให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (18-22 ก.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีหุ้นไทยมีแนวรับที่ 1,460 และ1,475 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,500 และ 1,520 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การเปิดเผยผลประกอบการบริษัทไตรมาส 2/2559 ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสอง และดัชนี PMI ภาคการผลิต โดย Markit ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศที่สำคัญ คงได้แก่ ดัชนี PMI ในยูโรโซน และดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจเยอรมนี

