วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (15 ก.ค.59)

ความกังวลเศรษฐกิจโลกคลายลง ลุ้นมาตรการกระตุ้นเพิ่ม

คาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นหลังดัชนีหลักหุ้นสหรัฐทำจุดสูงสุดใหม่อีกจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐล่าสุดแข็งแกร่ง และจากการคาดการณ์ว่าบรรดาธนาคารกลางและรัฐบาลประเทศใหญ่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลญี่ปุ่น BOJ ECB และ PBOC แม้ BOE จะไม่ลดดอกเบี้ยเมื่อวานนี้แต่กำลังเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจาก Brexit ซึ่งน่าจะออกมาในไม่ช้า การก่อการร้ายในฝรั่งเศสเมื่อคืน และปัจจัยภายในประเทศวันนี้ไม่น่ามีผลต่อตลาดมากนัก


หุ้นเด่นวันนี้ : SPALI (Bt24.50; BUY; AWS TP Bt29.00)

เลือก บมจ.ศุภาลัย (SPALI) เป็น Pick of the day เนื่องจากเป็นอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรที่คาดว่าจะมีผลประกอบการโดดเด่นทั้งการเติบโตของกำไรสุทธิในไตรมาส 2/59 และกำไรสุทธิทั้งปี 2559 กำไรสุทธิไตรมาส 2/59 คาดว่าจะออกมาราว 1.49 พันล้านบาท +6.4%QoQ และ +54%YoY จากรายได้ที่เติบโตเพิ่มขึ้น 9%QoQ และ 33%YoY เป็น 6.8 พันล้านบาท จากยอดโอนที่แข็งแกร่งในเดือน เม.ย.ที่เข้ามา 5 พันล้านบาท โดยเป็นยอดที่เข้ามาวันสุดท้ายก่อนมาตรการหมดอายุ 28 เม.ย. มากถึง 1 พันล้านบาทประสบความสำเร็จในการทำยอดขายสูงเป็นประวัติการณ์บรรลุเป้าหมายครึ่งปีเป็นที่เรียบร้อย เราคาดการณ์ EPS ปี 2559 ที่ 2.9 บาท เพิ่มขึ้น 14.5%YoY และ 3.2 บาทเพิ่มขึ้น 10.4%YoY เป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง เราเพิ่งออกบทวิเคราะห์ Initial Coverage หุ้น SPALI และแนะนำซื้อ ให้เป้าหมายปี 2559 ที่ 29 บาทและปี 2560 ที่ 32 บาทโดยให้ค่า PER10 เท่าจากค่าเฉลี่ยย้อนหลังของอุตสาหกรรม และระดับ PER สูงสุดที่ PER ของ SPALI เคยปรับขึ้นไปถึง มุมมองทางเทคนิค Price Pattern ของ SPALI มีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มหลักที่อยู่ในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal โดยเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ SPALI คาดว่าจะได้เห็นการทำ New High ครั้งใหม่ โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 27.50 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 30.75 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ SPALI มีจุด Stop Loss ระยะสั้นในรอบนี้อยู่ที่ 23.90 บาท

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• เตรียมเก็บภาษีที่ดินตามแนวเมกะโปรเจกต์ รมว.คลังกล่าวว่ารัฐบาลอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ของการเพิ่มรายได้จากที่ดินราคาสูงและเป็นที่ต้องการใกล้โครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า รถไฟ ภายใต้ภาษีประเมินพิเศษ โดยมุ่งเป้าที่อสังหาริมทรัพย์พาณิชย์ เพิ่มเติมว่าผู้เป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยยังน่าจะได้กำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์ด้วย (Bangkok Post)ความเห็น: ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะงักงัน เราคิดว่านโยบายการคลังแบบตึงตัวเช่นนี้ยังไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้ อย่างน้อยก็จนกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเสร็จสิ้นก่อน

• เตรียมปรับกฎเกณฑ์ให้บสย. ค้ำประกันผู้ประกอบการ SME ได้มากขึ้น โดยเตรียมจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ขยายการค้ำประกันผู้ประกอบการ SME ในสินเชื่อจากกลุ่ม Non-bank เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่ๆ ได้มากขึ้น ซึ่งประเด็นดังกล่าวคาดจะช่วยลดต้นทุนทางการเงินให้กัยผู้ประกอบการได้มีนัยฯ จากปัจจุบันที่จะมีต้นทุนส่วนเพิ่มราว 20-30% ในการกู้ยืม ทั้งนี้คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปีนี้ (Bangkok Post) ความเห็น: นับเป็นอีกแนวทางหนึ่งในการขยายและสนับสนุนภาค SME เพิ่มเติมจากมาตรการอื่นๆ ก่อนหน้านี้

ต่างประเทศ

• ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) สร้างความประหลาดใจต่อตลาดด้วยการประกาศคงอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพฤหัส แต่จะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในเร็ว ๆ นี้เพื่อพยุงเศรษฐกิจหลังจากการลงประชามติเพื่อออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) นักวิเคราะห์ส่วนมากคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ซึ่งจะตามมาด้วยการนำโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ที่ระดับ 3.75 แสนล้านปอนด์ (4.99 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ) มาใช้ใหม่ในการประชุมครั้งหน้าวันที่ 4 ส.ค. (Reuters)

• ราคาพันธบัตรสหรัฐอ่อนตัวลงเมื่อวันพฤหัส หลังจากธนาคารกลางอังกฤษคงอัตราดอกเบี้ยไว้ตามเดิมซึ่งสร้างความประหลาดใจให้แก่นักลงทุนซึ่งคาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 7 ปี และมีข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐแสดงว่ามีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ราคาพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีปิดลดลง 19/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ 1.532% เพิ่มขึ้นจาก 1.467% เมื่อวันพุธ (Reuters)

• เงินเยนอ่อนค่าลงเทียบกับดอลลาร์สหรัฐวันนี้ เนื่องจากอยู่ภายใต้ความกดดันจากความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้นและมีการคาดการณ์ว่าผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของญี่ปุ่นอาจกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านมาตรการทางการเงินที่แรงขึ้น ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 4.8% เทียบกับเงินเยนในสัปดาห์นี้ ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าขึ้น 0.5% อยู่ที่ระดับ 1.3415 ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ปรับตัวขึ้น 1.5% เมื่อวันพฤหัสเนื่องจากธนาคารอังกฤษคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ตามเดิม (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกอย่างแข็งแกร่งเมื่อวันพฤหัส โดยดัชนี S&P500 และดัชนีดาวโจนส์ DJIAยังคงปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์หลังจากการประกาศผลประกอบการที่แข็งแกร่งของเจพีมอร์แกน ในขณะที่ข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสทำให้มีความคาดหวังมากขึ้นว่าตลาดหุ้นจะยังปรับตัวขึ้นต่อ มีแรงหนุนตลาดเพิ่มขึ้นจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐที่สดใส โดยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานเป็นครั้งแรกในสหรัฐทรงตัวที่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 43 ปี ส่วนดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. (Reuters)

• ตัวเลขขอรับสวัสดิการว่างงานของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำกว่าที่คาดสัปดาห์ที่แล้ว ชี้ว่าตลาดแรงงานเริ่มไปได้ต่อ โดยตัวเลขไม่เปลี่ยนแปลงเมื่อปรับผลของฤดูกาลเท่ากับ 254,000 ในสัปดาห์ที่แล้ว เทียบกับนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 265,000 ตัวเลขนี้อยู่ระดับต่ำกว่า 300,000 มาแล้ว 71 สัปดาห์ติดซึ่งเป็นระดับที่วัดว่าตลาดแรงงานอยู่ในเกณฑ์สดใส เป็นตัวเลขต่อเนื่องกันยาวที่สุดนับแต่ปี 1973 (Reuters)

• เงินเฟ้อผู้ผลิตพุ่ง ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) สำหรับอุปสงค์ขั้นสุดท้ายเพิ่มขึ้น 0.5% ใน มิ.ย. เพิ่มขึ้นมากสุดนับแต่ พ.ค. 58 หลังเพิ่มขึ้นไปแล้ว 0.4% ใน พ.ค. ในรอบ 12 เดือนถึง มิ.ย. PPI เพิ่มแล้ว 0.3% เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกนับแต่ ธ.ค. 57 หลังร่วงไป 0.1% ใน พ.ค. เงินเฟ้อผู้ผลิตเป็นเพราะตัวฉุดเงินเฟ้อนั้นอ่อนลง เช่น ดอลลาร์ที่แข็งค่าและราคาน้ำมันที่ตกต่ำ (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันพฤหัสบดีปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ หลังจากธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) สร้างความประหลาดใจให้กับตลาดด้วยการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและนโยบายทางการเงินไว้เช่นเดิม (Reuters)

• เกิดเหตุคนร้ายขับรถบรรทุกพุ่งชนผู้คนระหว่างฉลองวันชาติฝรั่งเศสที่เมืองนีซส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 75 คน (Reuters)

เอเชีย:

• GDP ไตรมาส 2/59 ของจีน และตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจสำหรับเดือนมิ.ย.จะประกาศออกมาในเวลา 0200 นี้เนื่องจาก ได้รับการปล่อยตัว ใน วันนี้ 0200 GMT (ประมาณ 9.00 น.) เศรษฐกิจของจีนมีแนวโน้มชะลอการเติบโต ในระดับต่ำสุดในรอบ7 ปี ที่ 6.6% ใน 2Q59 ลดลงจาก 6.7% ใน 1Q59 ตามผลสำรวจรอยเตอร์จากนักเศรษฐศาสตร์ 61คน เป็นการขยายตัว ที่อ่อนแอที่สุดนับตั้งแต่ 1Q52ที่การเติบโต GDP อยู่ที่6.2%(Reuters)

• ประเทศจีนและสหภาพยุโรป ตกลงที่จะสร้างกลไกทวิภาคีที่จะจัดการกับภาวะเหล็กล้นตลาด โดยจีนเป็นผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลกและผลผลิตรวมมากเป็นเกือบสองเท่าของ 28 ประเทศในสหภาพยุโรปรวมกัน คู่แข่งขันกล่าวหาว่าจีนส่งออกในราคาที่ต่ำกว่าราคาทุนหลังอุปสงค์ที่ประเทศตัวเองชะลอตัว ก่อให้เกิดวิกฤตสำหรับอุตสาหกรรม นำไปสู่การลดตำแหน่งงาน และการปิดโรงงาน(Reuters)

• มีโอกาสที่ญี่ปุ่นไม่หันไปใช้วิธีพิมพ์แบงก์แจกหรือ "helicopter money" ซึ่งเป็นนโยบายของธนาคารกลางในการใช้จ่ายผ่าน พันธบัตรไม่มีครบกำหนดอายุเจ้าหน้าที่รัฐบาลญี่ปุ่นและบีโอเจกล่าวไว้(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันบวกกว่า 2% วันพฤหัส เพราะผู้ค้าปิดสถานะชอร์ตหนึ่งวันหลังจากน้ำมันดิบล่วงหน้าถูกกระทบโดยตัวเลขที่ชี้ว่าอุปสงค์ต่อเชื้อเพลิงของสหรัฐอ่อนแอในช่วงหน้าร้อนที่มีการใช้รถอย่างคับคั่งซึ่งเพิ่มความกังวลเรื่องอุปทานล้นเกิน Brent ล่วงหน้าปรับขึ้น 93 เซนต์ (+2.1%) ปิดที่ 45.68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าปรับขึ้น 95 เซนต์ (+2%) ปิดที่ 47.21 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองร่วงแตะจุดต่ำสุดรอบสองสัปดาห์วันพฤหัส เพราะหุ้นโลกอยู่ในแดนบวกหลัง BOE เซอร์ไพรส์นักลงทุนด้วยการคงดอกเบี้ย ราคาทองคำตลาดจรลบ 0.8% ปิด 1,332.10 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)

• ราคาทองแดงและโลหะพื้นฐานอื่นย่อลงจากที่บวกในวันพฤหัส หลัง BOE ไม่หั่นดอกเบี้ยตามคาด แม้นักลงทุนจะมุ่งหวังว่าผู้ใช้โลหะอันดับต้นคือจีนจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม ราคาทองแดงสามเดือนอ้างอิงตลาด LME ปิดบวกแค่ 0.04% 4,940 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน นิกเกิลบวก 0.1% ปิด 10,355 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)