วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

"บิสซิเนสอะไลเม้นท์"เคาะไอพีโอ 2.90 บาท-จองซื้อ 20-22 ก.ค.

"บิสซิเนสอะไลเม้นท์" เคาะขายไอพีโอ 2.90 บาท เปิดจองซื้อ 20-22 ก.ค. พร้อมเทรดในตลาดเอ็มเอไอ 28 ก.ค.นี้

นายวิชา โตมานะ กรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIZ   เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอ 100 ล้านหุ้น ในราคา 2.90 บาท พาร์หุ้นละ 0.50 บาท โดยเปิดให้จองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 20-22 ก.ค.นี้  และเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ วันที่ 28 ก.ค.  

ทั้งนี้ มีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 4 แห่ง ประกอบด้วย ได้แก่  บล.โกลเบล็ก บล.ฟินันเซีย ไซรัส บล.โนมูระ พัฒนสิน และ บล.แอพเพิล เวลธ์ 

“ราคาไอพีโอถือเป็นราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบิสซิเนสฯ เชื่อมั่นว่าหุ้นจะได้การตอบรับที่ดีจากนักลงทุนด้วย เป็นหุ้นกลุ่มเครื่องมือทางการแพทย์เฉพาะทาง โดยบริษัทเป็นผู้นำในตลาดในด้านการให้บริการแบบครบวงจร เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ในการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีรักษา และตลาดยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง” นายวิชา กล่าวด

นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า บิสซิเนสฯ เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีความน่าสนใจในการลงทุนมาก เนื่องจากเป็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เฉพาะทางใช้เทคโนโลยีขั้นสูง โดยมีประสบการณ์ด้านเครื่องมือแพทย์มายาวนานกว่า 15 ปี 

ประกอบกับมีผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความรู้และความเข้าใจในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก ทำให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี และในระยะเวลาระหว่างวันที่ 24 มิ.ย.- 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ทั้งผู้บริหารบริษัท และทีมที่ปรึกษาทางการเงิน ได้เดินทางเพื่อนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนมากถึง 11 จังหวัด ซึ่งพบกว่า นักลงทุนให้ความสนใจมาก จากประเด็นดังกล่าวทำให้มั่นใจว่า บิสซิเนสฯ จะได้รับการตอบรับที่ดี

นายสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) บริษัทเป็นผู้นำตัวแทนนำเข้า จำหน่าย ติดตั้ง และการให้บริการดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ เน้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาโรคมะเร็งด้วยวิธีรังสีรักษาเป็นหลัก กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐ และเอกชนในประเทศ อาทิ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์, คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล, คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น 

สำหรับเม็ดเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น เพื่อนำไปใช้รองรับการรับงานใหม่ๆที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันผู้ป่วยโรคมะเร็งเพิ่มขึ้นทุกปี ขณะที่เครื่องฉายรังสีมีจำนวไม่เพียงพอต่อจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น

“จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก  (WHO) จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งของไทยในปี 2558 ที่ควรได้รับการฉายรังสี อยู่ที่กว่า 65,000 คน ขณะที่จำนวนคนที่สามารถเข้ารับการรักษาต่อเครื่องฉายรังสีอยู่ที่ 400 คนต่อเครื่องต่อปี" 

ดังนั้น จำนวนเครื่องฉายรังสีที่สามารถตอบสนองต่อความต้องการได้เพียงพอจะอยู่ที่ 165 เครื่อง (บนฐานจำนวนผู้ป่วยในปี 2558) แต่ปัจจุบันมีจำนวนเครื่องฉายในรูปแบบของเครื่องเร่งอนุภาคเพียง 70 เครื่อง จากประเด็นข้างต้นสะท้อนว่าตลาดยังมีความต้องการเครื่องฉายดังกล่าวเพิ่มเติม เพื่อตอบสนองการใช้งานและรองรับผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม”