วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'บีโอไอ'เล็งขยายเวลาเว้นภาษี จาก 8 ปีเป็น 13ปี

"บีโอไอ" เผย 5 เดือนแรกมีโครงการของนลท.ญี่ปุ่นได้รับส่งเสริมการลงทุน 121 โครงการ พร้อมเดินหน้าขยายเวลาเว้นภาษีจาก 8 ปี เป็น 13 ปี

นางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ เปิดเผยภายหลัง นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา Bangkok Nikkei Forum 2016 ซึ่งมีนักธุรกิจและนักลงทุนญี่ปุ่นเข้าร่วมงานกว่า 400 คน ว่า ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา มีโครงการของนักลงทุนญี่ปุ่นที่ได้รับอนุมัติให้ส่งเสริมการลงทุน จำนวน 121 โครงการ มูลค่า 20,850 ล้านบาท หรือประมาณ 62,550 ล้านเยน ซึ่งเป็นกิจการในกลุ่ม บริการถึง 48 โครงการ โดยเป็นกิจการสำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) และบริการการค้า ระหว่างประเทศ (ITC) รวม 39 โครงการ

ทั้งนี้ รัฐบาลกำลังเร่งดำเนินโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจและการลงทุน รวมทั้งจะมีการเพิ่มเพดานสิทธิประโยชน์ให้ กับโครงการลงทุนที่มีคุณค่ากับ เศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการเพิ่มการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล จากเดิมสูงสุด 8 ปีเป็นสูงสุด 13 ปีภายใต้ พ.ร.บ.บีโอไอฉบับใหม่ และการตั้งกองทุนมูลค่า 10,000 ล้านบาท เพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งคณะ รัฐมนตรีได้ให้เห็นชอบในหลักการแล้ว อยู่ระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายและการประกาศใช้ ซึ่งจะเป็น การกระตุ้นให้มีการลงทุนในกิจการที่สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ มากขึ้น

นอกจากนี้ บีโอไอบีโอไอได้ดำเนินการปรับปรุงการให้บริการด้านต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ นักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยมี "ศูนย์ประสานการบริการด้านการลงทุน หรือ OSOS" คอยให้คำ ปรึกษาและอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนในการจัดตั้งธุรกิจในประเทศไทย และในช่วงปีที่ผ่านมาบี โอไอได้นำระบบ IT มาใช้เสริมการให้บริการเพิ่มมากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวก ลดภาระการจัด เตรียมเอกสารของนักลงทุน มีความชัดเจนเรื่องกำหนดเวลา เพิ่มความโปร่งใสในการดำเนินการ อาทิ การอำนวยสิทธิประโยชน์ด้านๆ เช่น การนำเข้าเครื่องจักร วัตถุดิบ และการนำเข้าช่างฝีมือ มาทำงานในโครงการที่ได้รับการส่งเสริม สามารถจะใช้สิทธิประโยชน์ผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง การขอใช้สิทธิและประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์(e-tax) การรายงานผลการประกอบการตามขั้นตอน เป็นต้น เพื่ออำนวยความ สะดวกในการดำเนินธุรกิจ ลดขั้นตอน ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญอีกหนึ่งประการที่นักลง ทุนใช้ประกอบการตัดสินใจเข้า มาลงทุน

ทั้งนี้นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงมี ความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยและแสดงความสนใจที่จะขยาย การลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จาก ตัวเลขยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ยังคงเป็นอันดับ 1 ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีไม่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งยังช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่ม อุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศไทย ตลอดจนได้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยมา อย่างยาวนาน นักลงทุนญี่ปุ่นจึงถือเป็นมิตรแท้ด้านการลงทุนของประเทศไทยอย่างแท้จริง

โดยรูปแบบการลงทุนของนักลงทุนญี่ปุ่นในประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะในกลุ่ม อุตสาหกรรมหลักที่นักลง ทุนญี่ปุ่นมีความเชี่ยวชาญและมีฐานการผลิตที่ เข้มแข็งในประเทศไทย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า เป็นต้น แต่การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยจะก้าวไปสู่การ ผลิตที่มีระดับเทคโนโลยีที่สูง ขึ้น มีการต่อยอดเชื่อมโยงสู่อุตสาหกรรมเพื่ออนาคต รวมทั้งยังมุ่งไปสู่ ภาคบริการเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าเป็นการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อสนับสนุนกิจการเดิม การจัดตั้ง สำนักงานใหญ่ข้ามประเทศ (IHQ) หรือการจัดตั้งบริษัทการค้าระหว่างประเทศ (ITC) ซึ่งสอด คล้องกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนใหม่ของบีโอไอและประเทศไทย

ภายหลังจากการปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมการลงทุน ในปี2558 ที่ผ่านมา บีโอไอได้ชี้แจงและทำ ความเข้าใจกับนักลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักลงทุนญี่ปุ่น ทั้งที่พบปะหารือใน ประเทศไทยและการนำคณะผู้บริหารระดับสูงไปพบปะที่ประเทศ ญี่ปุ่น ส่งผลให้ในปี 2558 มูลค่าการ ลงทุนจากญี่ปุ่น ยังคงเป็นอันดับหนึ่งเมื่อเทียบกับการลงทุนจากต่างประเทศโดยรวม โดยมีมูลค่าเงิน ลงทุนรวมแล้วประมาณ 1 แสนล้านเยน มีโครงการการลงทุนจากญี่ปุ่นที่ยื่นคำขอรับการส่งเสริม จำนวน 168 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในกิจการกลุ่มการบริการ เช่น กิจการบริการการค้า ระหว่างประเทศ และกิจการสนับสนุนการค้าและการลงทุน รองลงมาคือ กิจการในกลุ่มผลิตภัณฑ์ โลหะและเครื่องจักร และในกลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ตามลำดับ