"ไทยพาณิชย์" เร่งปรับองค์กรรับดิจิทัลแพลตฟอร์ม ชงบอร์ดเดือนนี้ หวังสิ้นปีมีความพร้อมรับการแข่งขันในภาวะแวดล้อมใหม่
นายอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ธนาคารอยู่ระหว่างกระบวนการเปลี่ยนผ่านการทำงาน (SCB Transformation) เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีความพร้อมรองรับระบบงานใหม่ ซึ่งจะมีบทบาทของการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นในอนาคต โดยได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2558 ซึ่งยอมรับว่าที่ผ่านมากระบวนการเปลี่ยนผ่านยังเป็นไปได้ค่อนข้างช้า แต่ในช่วงที่เหลือจะเร่งดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อให้องค์กรมุ่งสู่ดิจิทัลแพลตฟอร์ม
ทั้งนี้ หนึ่งในกระบวนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับเป้าหมายดังกล่าวด้วย โดยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอแนวทางให้คณะกรรมการธนาคารพิจารณาในเดือนนี้ก่อนจะสื่อสารทำความเข้าใจกับพนักงานอีกครั้ง โดยการปรับผังองค์กรให้มีความยืดหยุ่น ปรับอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ ขณะเดียวกันจะช่วยให้องค์กรกระฉับกระเฉงและปรับตัวได้เร็วภายใต้การเปลี่ยนแปลงของโลก
อย่างไรก็ตามยอมรับว่าธนาคารจะมีพนักงานที่ลาออกหรือเกษียณอายุจึงต้องเตรียมวางกำลังคนให้เหมาะสม ดังนั้นในอนาคตพนักงานจะต้องได้รับการฝึกอบรมอยู่เสมอและเพิ่มทักษะต่างๆ ให้รับกับเทคโนโลยี
นายอาทิตย์กล่าวว่า การเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ธนาคารคาดหวังว่าในสิ้นปีนี้จะเห็นองค์กรที่กระฉับกระเฉงมากขึ้น มีคุณภาพการบริหารที่ดีขึ้นและช่วยขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต
“การแข่งขันที่เปลี่ยนไปเราก็ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมต้องทำลายไซโล หรือผังองค์กรเดิมที่มีความแข็ง ให้ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้ยังถือว่าช้ามาก สิ่งเหล่านี้ต้องเคลื่อนทั้งองค์กร เป็นสิ่งที่อยากเห็นในปี 2563 (SCB 2020) ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน สร้างมาตรฐานใหม่ใต้เกมการแข่งขันแห่งโลกอนาคต และ สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ลูกค้า”
นายอาทิตย์ ยังกล่าวอีกว่า หนึ่งในโครงสร้างองค์กรใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาในขณะนี้ คือธนาคารได้จัดตั้งแผนการสร้างพันธมิตร (Partnership) ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ให้มีความสามารถในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะการสร้างความร่วมมือกับบริษัทขนาดใหญ่ทั้งต่างชาติ และในประเทศ เช่น WeChat Alipay PayPal แอร์เอเชีย หรือโรงพยาบาลกรุงเทพ เป็นต้น
สายงานดังกล่าวนอกจากจะช่วยสร้างความร่วมมือทางธุรกิจแล้ว ขณะเดียวกันจะใช้ศักยภาพของสายงานธุรกิจต่างประเทศ โดยนายมานพ เสงี่ยมบุตรผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ จะเป็นตัวกลางในการนำพาทีมงานจากเมืองไทยไปเจรจากับพันธมิตรต่างชาติ เช่น บริษัทด้านเทคโนโลยีในจีนที่จะต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในพื้นที่เพื่อให้สามารถเจรจาได้ตรงกับธุรกิจที่ต้องการ
เขากล่าวว่า ในขณะนี้ธนาคารมีพันธมิตรทางธุรกิจโดยร่วมมือกับบริษัทระดับโลกแล้ว 2 แห่งด้วยกันคือ บริษัทไมโครซอฟท์ และเอคเซนเชอร์ (Accenture) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการ การให้บริการด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยจะทำงานร่วมกันในการสร้างโครงการสร้างถังข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการจัดการข้อมูลเพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ (Business Intelligence:BI) ถือเป็นความร่วมมือระยะยาวที่มีรูปแบบการแบ่งผลกำไรกันหลายรูปแบบ
"เราตัดสินใจซื้อระบบจากไมโครซอฟท์และอยู่ในช่วงโรวเอาท์ ซึ่งทางไมโครซอฟท์ได้ส่งเข้าหน้าที่มาสร้างแอพพิเคชั่นให้เรา โดยเฉพาะ BI ที่ใช้ระบบของไมโครซอฟท์มาใช้ในธุรกิจ เริ่มจากธุรกิจเวลธ์แมเนจเมนท์"
นอกจากความร่วมมือผ่านพันธมิตรทางธุรกิจกับบริษัทขนาดใหญ่เหล่านั้นแล้ว ธนาคารยังมีในส่วนของการลงทุนในกองทุนฟินเทค และห้องทดลองที่จะนำฟินเทคหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ มาทดลองใช้ผ่านบริษัทดิจิทัลเวนเจอร์ซึ่งเป็นบริษัทลูกที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาเมื่อต้นปี เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เหมาะสมกับลูกค้าธนาคาร รวมถึงการลงทุนในกองทุนที่จะช่วยสร้างความเข้าใจในฟินเทคต่างประเทศด้วย แม้ในระยะแรกจะยังไม่เน้นการสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนก็ตาม






