ส่องไอเดียเด่นคานส์ ‘เทคโนโลยี’ผสาน‘ครีเอทีฟ’

ส่องไอเดียเด่นคานส์ ‘เทคโนโลยี’ผสาน‘ครีเอทีฟ’

ถ้าพูดถึงเทศกาลครีเอทีฟที่คานส์หรือ ‘Cannes Lions International Festival of Creativity’

คนส่วนใหญ่มักจะตั้งตาคอยการประกาศผลรางวัลจากผลงานเจ๋งๆทั่วทุกมุมโลกที่ส่งเข้ามาประกวดในหลากหลายสาขา ปีนี้มีผลงานถูกส่งเข้าร่วมประกวดถึง 43,101 ชิ้นงาน และเป็นที่น่าภาคภูมิใจที่ปีนี้คนไทยกวาดรางวัลไปไม่น้อยรวมไปถึงรางวัล Gold Lions ในหลายสาขา

“คานส์ ไลอ้อนส์” นับว่าเป็นเทศกาลที่รวมบุคคลสำคัญของวงการโฆษณาการสื่อสารการตลาด สื่อและนักการตลาด อันเป็นแรงบันดาลใจให้กับวงการโฆษณาเพื่อผลิตผลงานดีๆ พร้อมทั้งให้ความรู้ อัพเดทข้อมูลและเทคโนโลยีต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นเทศกาลที่กำหนดทิศทางของวงการโฆษณาและเปลี่ยนแปลงโลกการสื่อสาร

เกริก สถิรวงศ์วรรณ รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวางแผนสื่อดิจิทัล มายด์แชร์ ประเทศไทย ให้มุมมองจากการเข้าร่วมงานเทศกาลคานส์ 2016 ว่ามี 3 สิ่งสำคัญที่เป็นงานไอเดียโดดเด่นจากงานโฆษณาปีนี้   

ข้อมูลเป็นตัวนำเทคโนโลยี

1.ข้อมูลเป็นตัวนำเทคโนโลยี (Data-driven Technology) เพราะในยุคนี้ “บิ๊ก ดาต้า” ไม่ใช่เป็นแค่ผลลัพธ์ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ Creativity ที่ทำให้เห็นถึงการเชื่อมโยงระหว่างโลกของดิจิทัลสู่โลกของความจริง (Physical World) เป็นที่น่าสนใจว่าเพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เทรนด์ของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะปีนี้ Virtual Reality (VR) ถูกยักษ์ใหญ่อย่าง ยูทูบ, เฟซบุ๊ค และ ซัมซุง นำมาพูดถึงเป็นอย่างมาก

งานคานส์ปีนี้จึงเห็นเทรนด์เทคโนโลยีที่มุ่งไปสู่ “Immersive Experience” ในโลกอนาคต แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น คือได้เห็นการนำความคิดสร้างสรรค์มารวมกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว จากผลงานที่โดดเด่นอย่าง “The Next Rembrandt” ผ่านการใช้บิ๊กดาต้า

2. สร้างสัมผัสได้จริง (Authenticity is the key)  โดย ‘Authenticity’ เป็นที่พูดถึงตลอดเวลาในปีนี้ ทั้งในแง่ของ ‘Authentic to Yourself’ และ ‘Authentic to Environment’ ที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการคิดงาน ซึ่งบางครั้งอาจต้องหันกลับมาถามตัวเองว่า ‘สิ่งที่เราคิดมีความสำคัญต่อผู้บริโภคของเราจริงๆ หรือเปล่า?’ ทั้งในแง่ Content และ Context  เพราะถ้าคำตอบคือไม่ ไม่ว่าอะไร มันก็ขายไม่ได้

            ตัวอย่างงานที่กวาดรางวัลไปไม่น้อยก็คือ Heineken- Brewtroleum ที่นอกจากจะแก้ปัญหาในด้านธุรกิจของสินค้าแล้ว แบรนด์ยังสื่อสารกับผู้บริโภคด้วยเหตุผลที่จะทำให้ผู้บริโภคอยากดื่มเบียร์มากขึ้นอีกด้วย และที่สำคัญไปกว่านั้นแคมเปญนี้ถือเป็นตัวอย่างที่ชาญฉลาดในการสร้างวิสัยทัศน์ในของผลิตภัณฑ์และแคมเปญต่อ ‘Sustainable World’อีกด้วย 

พลังของการเปลี่ยนแปลง

3. พลังของการเปลี่ยนแปลง (The Power of Change) ที่จริงแล้วเป็นอีกหนึ่งวัตถุประสงค์ของวงการโฆษณา ที่ต้องผลักดันให้โลกของเราและมวลมนุษยชาติเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เห็นได้จากหลาย งานที่ตอบโจทย์ด้านนี้  ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 แกน คือ

Change in Landscape คือสื่อและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงและทำให้โลกพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีผลต่อกระบวนการคิดงาน  โดยต้องคิดจาก Digital ไปสู่ Mainstream คิดถึง Mobile เป็นแกนสำคัญ และ Internet of Things (IoT) ที่เชื่อมต่อทุกอย่าง จะพัฒนาไปเป็น Internet of Me (IoM) ที่เทคโนโลยีถูกพัฒนาให้เฉพาะบุคคลมากขึ้นเพื่อตอบรับกับความต้องการของผู้บริโภคที่แตกต่างกัน

            Change in Individualsในอีกแง่หนึ่งก็คือการยอมรับการเปลี่ยนแปลงและพร้อมที่จะตั้งรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น มักจะได้ยินคำว่า ‘Comfort Zone’ การที่จะก้าวออกจากสิ่งที่ตัวเองคุ้นเคยนั้นนับว่าเป็นสิ่งที่น่ากลัว แต่สิ่งที่ใหญ่กว่านั้น คือต้องยอมรับและใช้ชีวิตอยู่กับการเปลี่ยนแปลงให้ได้

            Change to Better Futureคือสิ่งที่นักโฆษณาและนักการตลาดสามารถสร้างโลกที่น่าอยู่ขึ้นได้  ด้วยการเปลี่ยนวิธีการคิดหรือวิธีการที่เรามองโลก (Stereotypes) เห็นได้จากแคมเปญและแบรนด์ต่างๆ ที่ออกมาพูดถึงเรื่อง Brand Commitment และสนับสนุนสิทธิต่างๆ เพื่อสร้างความแตกต่างหรือมีผลต่อมวลมนุษยชาติ ตัวอย่าง แคมเปญ 6 Pack Band ที่ชนะ Grand Prix ในหมวด Glass Lions จาก Unilever ที่พูดถึงเรือง Inequality of transgender ในอินเดีย

 

มายด์แชร์‘ยัง ไลอ้อนส์’ไทย..ไปคานส์

อย่างที่บอกไว้ว่า ‘คานส์ ไลอ้อนส์’ เป็นจุดกำหนดโลกอนาคตของวงการโฆษณา

แต่ถ้าพูดถึง Young Lions หลายคนอาจไม่รู้ว่าคืออะไร เกี่ยวข้องและมีความสำคัญกับงานนี้อย่างไร ‘คานส์ ไลอ้อนส์’ เชื่อว่า ‘ยัง ไลอ้อนส์’ เป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่เป็น ‘The Next Creative Winner’ และเป็น‘Future Leader’ ที่มีศักยภาพที่จะสร้างสรรค์งานที่ดีให้แก่โลกและสามารถเปลี่ยนแปลงโลกโดยใช้‘Creativity’และวิสัยทัศน์ที่แตกต่าง คานส์ ไลอ้อนส์ จึงได้ริเริ่มโปรแกรม ‘ยัง ไลอ้อนส์’ขึ้นมา

ในทุกๆปีคานส์ ไลอ้อนส์ จะคัดเลือก Best of the Best  จากแต่ละประเทศ (ซึ่งไทยไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มนี้) เพื่อเชิญเข้าร่วม Young Lions Academy Competition เพื่อเวิร์กช็อป ในหลากหลายสาขาโดยกิจกรรมระหว่างเวิร์กช็อป เป็นการทำงานกันจริงตลอดทั้งสัปดาห์ในงานเทศกาล รับบรีฟ คิดงาน และตัดสินโดยคณะกรรมและลูกค้าจริง!

แน่นอนว่า‘ยัง ไลอ้อนส์’ ที่ชนะก็เปรียบเสมือนได้ Gold Lion ที่จะได้ขึ้นไปรับรางวัลจริงในงาน Awards Ceremony เลยทีเดียว

โดย มายด์แชร์ เป็นหนึ่งในเอเยนซีที่ให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ จึงเปิดโอกาสและส่ง ‘Young Lions’ ในนามของมายด์แชร์  ไปร่วมงานที่คานส์เป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการเปิดโลกทัศน์และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็เป็นการให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้แสดงวิสัยทัศน์มุมมองและแง่คิดที่ได้จากในงานคานส์ ไลอ้อนส์

เวทีนี้ไม่ใช่เพียงให้ ‘Mindshare 12 Young Lions’ ได้โชว์ศักยภาพ แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึง Values ทั้ง 3ของมายด์แชร์ ด้าน Speed, Teamwork และProvocation ผ่านการลงสนามจริงในเทศกาลและการทำกิจกรรมร่วมกันของทั้ง 12 ตัวแทนจากมายด์แชร์ทั่วโลก และ เกริก เป็นหนึ่งในตัวแทนของมายด์แชร์ ไทยที่เข้าร่วมเวทียัง ไลอ้อนส์   

“แค่ได้เป็นตัวแทนมายด์แชร์ ประเทศไทย ผมก็ภูมิใจมากแล้วแต่การชนะและได้รับคัดเลือกเป็น 1ใน3 จากเอเชียแปซิฟิกและ Emerging Countries และเป็น 1 ใน12 คนจากมายด์แชร์ ทั่วโลก มันคือความสำเร็จอย่างหนึ่งของผมก็ว่าได้”

งานหลักๆของยัง ไลอ้อนส์ จากมายด์แชร์ ก็คือการจับคู่แล้วกระจายตัวไปร่วมเวิร์กช็อป ในแต่ละกิจกรรมแล้วหาสิ่งที่น่าสนใจและสิ่งสำคัญที่ได้จากแต่ละกิจกรรม รวมไปถึงการสรุปธีมหลักและมุมมองจากคานส์ ไลอ้อนส์ของปีนี้ เพื่อนำไปเป็นแชร์ให้กับคนทั้งในและนอกองค์กร

นอกจากนี้สิ่งหนึ่งที่เป็นโอกาสสำคัญและเป็นอภิสิทธิ์พิเศษเฉพาะยัง ไลอ้อนส์ ของมายด์แชร์ก็คือการได้พบปะพูดคุยกับผู้บริหารของแต่ละองค์กรทั้ง Yahoo, AOL, Twitter, Facebook, Google รวมไปถึงซีอีโอ ของมายด์แชร์ โกลบอล ที่เปิดโอกาสให้กลุ่มยัง ไลอ้อนส์ ได้ถามคำถามรวมไปถึงได้แสดงมุมมองและทัศนคติที่แตกต่างอีกด้วย

เกริก บอกว่าการได้ร่วมงานครั้งนี้ในฐานะ ยัง ไลอ้อนส์ ทำให้ย้อนกลับมาดูตัวเองว่าเรายังมีโลกและมุมมองที่ยังไม่รู้และมีโอกาสให้พัฒนาอีกมาก มองว่า “ยัง ไลอ้อนส์” อายุและประสบการณ์เป็นเพียงมาตรวัดแต่จริงๆรากฐานของมันอยู่ที่ “หัวใจและทัศนคติ” ตามคำนิยามของยัง ไลอ้อนส์  ที่พร้อมจะเรียนรู้และเปิดรับสิ่งใหม่ๆในขณะเดียวกันก็กล้าที่จะออกจาก Comfort Zone และก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองเพื่อที่สร้าง‘Different Impact’ ให้แก่สังคม

เพราะงานโฆษณาที่ดีจริงไม่ใช่แค่วัดเรื่องของประสิทธิภาพ แต่ต้องสามารถเปลี่ยนแปลงโลกและสร้างแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดีขึ้นในอนาคต

สำหรับ เก่ง หรือ เกริก สถิรวงศ์วรรณ เริ่มสนใจด้านดิจิทัลมีเดียตั้งแต่เป็น Young Talent ของบริษัทเอ็มอินเตอร์แอคชั่น และเริ่มงานด้านดิจิทัลเต็มตัวกับเอ็มอินเตอร์แอคชั่น ตั้งแต่เรียนจบจากนิเทศศาสตร์ จุฬา

ปัจจุบันทำงานที่มายด์แชร์และยังทำงานร่วมกับเอ็มอินเตอร์แอคชั่น ดูแลวางแผนกลยุทธ์การตลาดด้านดิจิทัลให้แบรนด์ของยูนิลีเวอร์ทั้งหมด และอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของหลายแคมเปญ คว้ารางวัลทั้งในประเทศและต่างประเทศมากมาย  ผลงานโดดเด่นคือแคมเปญ Flavour of Home# อาหารคือหลักฐานของความรัก แบรนด์ “คนอร์”