'แบงก์' ผวาเอ็นพีแอลพุ่ง สั่งเจ้าหน้าที่เกาะติดลูกหนี้

“กรุงไทย” เข้มคุมหนี้เสียปีนี้ไม่เกิน 2 หมื่นล้าน ยอมรับยอดสินเชื่อติดลบเป็นปีแรก "ออมสิน" ระบุหนี้เสียมีทั้งรายย่อย และสินเชื่อบุคคล
จากภาวะเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งปีแรก ยังฟื้นตัวไม่แข็งแรง ส่งผลให้หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล ของระบบธนาคารพาณิชย์ ช่วงที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแต่เป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่เบาลงจากปีก่อน
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่าแต่ช่วงครึ่งปีหลังนี้ เอ็นพีแอลระบบแบงก์พาณิชย์ น่าจะกลับมาทรงตัวได้ เพราะมีการปรับโครงสร้างหนี้บางกลุ่มของเอสเอ็มอี ในขณะที่เอ็นพีแอลรายย่อยลดลง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ระวังปล่อยสินเชื่อ จากปีก่อนเอ็นพีแอล เพิ่มมาจากทั้งรายย่อยและเอสเอ็มอี
โดยปีนี้ กรุงไทย พยายามจะคุมเอ็นพีแอลไว้ ไม่ให้เกิน 20,000 ล้านบาท หรือใกล้เคียงสิ้นปีก่อน เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 18,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังยังคงเป้าตั้งสำรองไม่ต่ำกว่า 100% และยังคงเป็นไปตามแผนปกติ ถ้าตั้งสำรองมากเกินไปเกรงว่าจะกระทบกับกำไรของผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องพยายามให้สมดุลและระมัดระวังเอ็นพีแอลมากขึ้น ขณะที่ปีก่อนได้ตั้งสำรองสูงกว่า 110%
ส่วนการดำเนินงานช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ มีกำไรก่อนการตั้งสำรองยังเติบโตเพิ่มขึ้น20% และมีรายได้เติบโตดีจากรายได้ดอกเบี้ย
ขณะที่ยอดปล่อยสินเชื่อของธนาคาร นายวรภัค ยอมรับว่าปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารเริ่มเห็นยอดสินเชื่อติดลบ สาเหตุมาจากธนาคารได้เน้นคุมคุณภาพหนี้ในกลุ่มเอสเอ็มอีรายใหญ่ ส่วนกลุ่มการเกษตรยังโตตามฤดูกาลและกลุ่มสหกรณ์มีสถาบันการเงินหน้าใหม่เข้ามาแข่งขันอีกทั้งสินเชื่อภาครัฐ ขึ้นอยู่กับนโยบายผันผวนทำให้ยอดสินเชื่อเติบโตยังไม่ชัดเจน แต่ยังหวังว่าช่วงครึ่งปีหลังนี้ยอดสินเชื่อน่าจะกลับมาขยายตัวดีในกลุ่มเอสเอ็มอีรายใหญ่
เอ็นพีแอลแบงก์รัฐพุ่ง1.4หมื่นล้าน
สำหรับสถานการณ์เอ็นพีแอลของแบงก์รัฐเมื่อเดือนเม.ย. ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า 1.46 หมื่นล้านบาท มาอยู่ที่ระดับ 2.51 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.9% ของสินเชื่อทั้งหมด จากเดือนมี.ค. มียอดเอ็นพีแอลทั้งหมดอยู่ที่ 2.36 แสนล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5.3% ของเอ็นพีแอลทั้งหมด โดยแบงก์รัฐมีการตั้งสำรองในสัดส่วน 157% ของเอ็นพีแอล
ทั้งนี้เอ็นพีแอลแบงก์รัฐปรับขึ้นต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2559 ตามสภาวะเศรษฐกิจ ล่าสุดในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เอ็นพีแอลของออมสิน อยู่ที่ระดับ2.4% เอ็นพีแอลของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในเดือนพ.ค.อยู่ที่ระดับประมาณ 5.8% ของสินเชื่อ
นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเอ็นพีแอล ยังไม่น่ากังวลมากนัก แต่ยอมรับในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอี มีปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ และได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
ธ.ก.ส.ยอมรับเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น
นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ยอมรับว่า เอ็นพีแอลล่าสุดปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 5% ของสินเชื่อรวม เป็นการเพิ่มขึ้นจากส่วนที่เป็นหนี้ที่มีการกล่าวถึงเป็นพิเศษ หรือเอสเอ็ม (SM) หรือที่ผิดนัดชำระ 1-3 เดือน เพราะธนาคารเข้าไปจัดการไม่ทัน ทำให้กลุ่มนี้ตกชั้นมาเป็นเอ็นพีแอล
อย่างไรก็ตาม ธนาคารได้เรียกฝ่ายปฏิบัติการมาหารือ เพื่อเร่งดำเนินให้แก้ไขปัญหา หากเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีปัญหารุนแรงมากนัก ธนาคารจะขยายระยะเวลาการคืนหนี้ เพื่อทำให้งวดการชำระสอดคล้องกับรายได้ของลูกค้า ทำให้ไม่เป็นเอ็นพีแอล
“ส่วนที่เป็นเอ็นพีแอลแล้ว คงต้องเข้าไปรีวิวเป็นรายการ โดยให้พนักงานสาขาเจรจาและดูแล ส่วนที่หนักจริงๆ ต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้ ตามมาตรการที่ธนาคารมีอยู่ แม้เอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารได้ตั้งสำรองอยู่แล้ว 100% หากลูกค้ากลับมาชำระคืนได้ติดต่อกัน 3 งวด ก็จะกลับมาเป็นลูกค้ากลุ่มปกติ”
สำหรับเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นมาก ผลมาจากรายได้สินค้าภาคเกษตรที่ปรับลดลง โดยเฉพาะยางพารา และข้าว ซึ่งลูกค้าที่เป็นเกษตรกรชาวนาไม่ได้ทำนาปรังเมื่อปีที่แล้ว ส่วนนาปีในปีนี้ได้ทำไม่เต็ม100% รายได้จึงหายไป ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยกลุ่มนี้ ธนาคารได้เข้าไปดูแล เกษตรกรเอง ก็สามารถฟื้นตัวได้เร็วเมื่อมีน้ำมา ส่วนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม่ค่อยมีปัญหา
นางสาลินี วังตาล ประธานคณะกรรมการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) กล่าวว่า หลังการปล่อยสินเชื่อไปแล้ว ธนาคารมีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยให้สาขาลงไปติดตามดูกิจการลูกค้าว่าเป็นอย่างไรบ้าง ต้องลงไปดูว่าทำกิจการจริงหรือไม่ นำเงินกู้ไปใช้ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งระบบการติดตามลูกค้านี้จะมีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดเอ็นพีแอลได้อีกทางหนึ่ง
หนี้เสียจากรายย่อย-สินเชื่อบุคคล
นายชาติชาย พยุหนาวี ผู้อำนวยการ ธนาคารออมสิน กล่าวว่า หนี้เสียของธนาคารขณะนี้อยู่ในระดับทรงตัวจากช่วงที่ผ่านมา โดยช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมาหนี้เสียต่อเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 600-800 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 500-600 ล้านบาท
สาเหตุหลักที่ทำให้หนี้เสียช่วงที่ผ่านมาสูงขึ้น เพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้ลูกค้ากลุ่มรายย่อยมีปัญหาการชำระหนี้ แต่ธนาคารสามารถเข้าไปบริหารจัดการหนี้เสียให้ดีขึ้น ขณะนี้ สถานการณ์หนี้เสียอยู่ในภาวะทรงตัว
ปัจจุบันระดับหนี้เสียต่อสินเชื่ออยู่ที่ 2.05% เพิ่มขึ้นจากช่วงต้นปีกว่า 1% คาดสิ้นปีนี้สามารถบริการจัดการหนี้เสียให้ลดลงมาอยู่ 1.7% จากเป้าที่จะทำให้หนี้เสียอยู่ในระดับ 1.5%
“ยอมรับว่า หนี้เสียเราเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เราได้เข้าไปดู และลดระดับหนี้เสียลงมาได้ ส่วนใหญ่หนี้เสีย เกิดจากลูกหนี้รายย่อย และสินเชื่อบุคคล ช่วงก่อนหน้าหนี้เสียขยับเพิ่มขึ้นอีกจากระดับปกติ 200 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเกิดจากลูกหนี้รายใหญ่ที่มีปัญหา” นายชาติชาย กล่าว
แม้หนี้เสียออมสิน จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากเทียบสัดส่วนหนี้เสียของธนาคารกับธนาคารพาณิชย์อื่น พบว่า หนี้เสียธนาคารอยู่ในระดับต่ำ ทั้งที่กลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงกว่า ซึ่งได้เข้าไปบริหารจัดการปิดความเสี่ยงในลักษณะที่เข้าถึงตัวลูกค้า ปัจจุบัน การแก้ไขปัญหาหนี้เสียของธนาคาร ยังมีหนี้เสียย้อนกลับราว 20%
นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ภาพรวมเอ็นพีแอล ยังไม่น่ากังวลมากนัก แต่ยอมรับในส่วนของธุรกิจเอสเอ็มอี มีปัญหาหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ และได้ติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด
สศค.ชี้เอ็นพีแอลแบงก์รัฐไม่น่าห่วง
นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)กล่าวถึงสถานการณ์เอ็นพีแอลของแบงก์รัฐว่า ไม่น่าเป็นห่วงยังอยู่ในระดับที่แต่ละแบงก์บริหารจัดการได้ ซึ่งแต่ละแบงก์มีการดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว
“เอ็นพีแอลของแบงก์รัฐที่ปรับขึ้น ไม่ได้เป็นผลมาจากการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายของรัฐ เพราะแต่ละโครงการมีการบริหารความเสี่ยง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือซอฟท์โลนของธนาคารออมสิน วงเงิน 1.5 แสนล้านบาท ออมสินไม่ได้มีความเสี่ยงเรื่องเอ็นพีแอลเลย คนที่ต้องรับความเสี่ยง คือ ธนาคารพาณิชย์ที่นำเงินไปปล่อยกู้ต่อ”







