สรุปสภาวะตลาดสหรัฐ ฯ และยุโรป (30 มิ.ย. – 6 ก.ค. 2559)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐฯปรับตัวขึ้น DJIA +1.3% ตอบรับเชิงบวกหลังรายงานการประชุมเฟดในเดือน มิ.ย. ระบุว่าคณะกรรมการเฟดมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่าจะยังไม่รีบปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปส่วนใหญ่ปรับตัวลง DAX -2.5%, CAC ฝรั่งเศส -2.6% จากความกังวลต่อระบบธนาคารในอิตาลี ส่วน FTSE +1.6% หลัง BoE ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อ
สรุปสภาวะตลาดหุ้นจีน (30 มิ.ย. – 6 ก.ค. 2559)
สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น 2.9% และยืนเหนือ 3,000 จุดครั้งแรกในรอบมากกว่า 2 เดือน แรงเก็งกำไรการผ่อนคลายนโยบายการเงินของ PBOC ทั้งการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายและ RRR หลังตัวเลขเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวแข็งแกร่ง รวมถึงความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลก
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยสัปดาห์ที่ผ่านมา (30 มิ.ย. – 7 ก.ค. 2559)
SET INDEX เคลื่อนไหวได้แข็งแกร่งกว่าตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาค แม้ว่าบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปและเอเชียจะเป็นลบ จากความกังวลต่อธนาคารในอิตาลี รวมถึงประเด็น Brexit ที่กลับมากดดันอีกครั้ง แต่การปรับตัวขึ้นของกลุ่มธนาคาร ผลักดันให้ SET INDEX ทะลุ 1,450 จุด ปิดที่ระดับ 1,456.72 จุด เพิ่มขึ้น 14.06 จุด หรือ +0.97% ณ วันที่ 7 ก.ค.
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้า (8 – 13 ก.ค. 2559)
MBKET คงน้ำหนักการลงทุนเป็นกลางและเพิ่มความ “ระมัดระวัง” ต่อการลงทุนพร้อมกับให้น้ำหนักของการปรับฐานของ SET INDEX เพราะหากพิจารณาจากระดับ SET INDEX ที่ 1,450-1,460 จุดนั้น PER16 สูงถึง 15.6-15.7x เทียบกับ 1Yr Forward PER เฉลี่ย 5 ปี พร้อมให้ +1SD อยู่ที่ 15.3x เท่านั้น กระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มชะลอตัว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และความกังวลต่อระบบธนาคารในอิตาลีที่ต้องมีการเพิ่มทุนขนานใหญ่ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงไร้สีสันในช่วงนี้ ตัวเลขเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังไม่มี หรือการประมาณการงบ 2Q59 ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งก็มีเพียงหุ้นหลักในกลุ่มธนาคารเป็นรายตัวเท่านั้น ขณะที่ปัจจัยทางเทคนิค และ Valuation ในภาพรวมของตลาดหุ้นไทย ยังตึงตัว และอยู่ในโซนแพง
ปัจจัยสำคัญอื่นๆ ในสัปดาห์หน้า ได้แก่
1. การประมาณการงบ 2Q59 ของกลุ่มธนาคารที่จะทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง
2. การประชุม BoE วันที่ 14 ก.ค. เราให้น้ำหนักกับประเด็นนี้สูง หลังผลการลงประชามติของชาวอังกฤษออกมาเป็น Brexit สร้างความเสี่ยงต่อภาพรวมเศรษฐกิจ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่า BoE อาจออกมาตรการผ่อนคลาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากปัจจุบันที่ 0.50% เป็น 0.25% แม้ว่าจะไม่เกิดในการประชุมรอบนี้ แต่เชื่อว่า BoE จะมีการส่งสัญญาณพร้อมดำเนินการทันที หากมีสัญญาณเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ
3. ติดตามตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง GDP ไตรมาสที่ 2 รวมถึงภาวะการส่งออก – นำเข้าของจีน และภาวะการจ้างงานของสหรัฐฯ
เชิงกลยุทธ์การลงทุน สำหรับการเทรดดิ้งระยะสั้น เราแนะนำให้นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นขนาดกลางที่มีประเด็นเชิงบวกเฉพาะตัว แบบจำกัดวงเงิน ส่วนพอร์ตระยะกลาง เรายังคงแนะนำให้นักลงทุน Wait&See เพื่อรอจังหวะเข้าสะสมหุ้นหลักบริเวณ 1,420-1,430 จุด






