วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (6 ก.ค.59)

ความกลัว Brexit กลับมา

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงวันนี้หลังจากความวิตกเรื่อง Brexitและผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเข้าครอบงำตลาดการเงินโลกทำให้นักลงทุนหนีออกจากสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงไปสู่สินทรัพย์ที่ปลอดภัยอีกระลอก อัตราผลตอบแทนตั๋วเงินคลังสหรัฐร่วงลงสู่จุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์พร้อมๆ กับที่เงินปอนด์อังกฤษทรุดลงสู่จุดต่ำสุดใหม่ในรอบ 31 ปี ภายในประเทศคณะกรรมการร่วมของไทยปรับเป้าส่งออกปีนี้ลงจากที่ต่ำเรี่ยดินอยู่แล้ว น่าจะมาจากมุมมองที่แย่ลงหลังการลงมติ Brexit TU ยังคงซื้อกิจการระดับโลกต่อเนื่อง ล่าสุดกลายเป็นผู้ผลิตกุ้งทะเลใหญ่ที่สุดในอเมริกาเหนือไปแล้ว


หุ้นเด่นวันนี้: UNIQ (Bt18; BUY; 16TP AWS Bt24.00)

เลือก UNIQ เป็น Pick of the day จากการที่กลุ่มรับเหมาก่อสร้างงานโยธาจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ของรัฐบาล ที่มีมูลค่า 1.8 ล้านล้านบาทโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบ รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่มีความคืบหน้าชัดขึ้น จากการที่จะมีการเปิดขายซองและเชิญชวนภาคเอกชนเข้าร่วมประมูลรถไฟฟ้า 3 สาย คือ ส้ม เหลือง และชมพู ในประกาศของรฟม.เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยผู้รับเหมาที่เคยมีคุณสมบัติทำงานประเภทนี้ ได้แก่ ITD, CK, STEC และ UNIQ คาดว่าจะได้งานประมูลแบ่งกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายสีส้ม ซึ่งแบ่งออกเป็น 6 สัญญา มูลค่ารวม 76,000 ล้านบาท เราให้ UNIQ เป็นหนึ่งใน Top Pick ในกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง ซึ่งราคาปัจจุบันของหุ้น UNIQ มี Upside สูงสุด คือ 33% โดยอัตราการเติบโตของกำไรในปี 2559 สูงถึง 32% และ 2560 เท่ากับ 15% อัตรา PEG ปี 2016 มีค่า 0.64 ทำให้น่าสนใจลงทุน อีกทั้งเรามองว่า UNIQ มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการทำกำไรสูงสุด ค่า EV/EBITDA ต่ำสุดคือ 11.2 เท่าเรากำหนดราคาเป้าหมายของ UNIQ ที่ 24.00 บาท โดยวิธี EV/EBITDA15 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยในอดีตที่เหมาะสมของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง แนะนำซื้อ Price Pattern ของ UNIQ ยังมีความแข็งแกร่งจากการเกิด Daily & Monthly Buy Signal รอเพียงการกลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่เท่านั้นก็จะทำให้ Price Pattern ของ UNIQ กลับมามีความแข็งแกร่งอย่างชัดเจนในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) โดยหาก Price Pattern ของ UNIQ สามารถปิดตลาดรายสัปดาห์ได้เหนือ 17.40 บาทเป็นอย่างน้อย ก็จะทำให้กลับมาเกิด Weekly Buy Signal ครั้งใหม่ ซึ่งไม่น่าจะยากเกินไปนัก ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ UNIQ คาดว่ามีเป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 18.40 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 19.20 บาท ตามลำดับ โดย UNIQ มีจุด Stop Loss ระยะสั้นรอบนี้อยู่ที่ 16.10 บาท(Resistance: 18.20, 18.50, 18.90; Support: 17.90, 17.60, 17.20)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• กกร.หั่นคาดการณ์ส่งออก คณะกรรมการร่วม 3 สถาบันภาคเอกชน (กกร.) ประกอบด้วยพาณิชย์ อุตสาหกรรมและธนาคาร วานนี้ได้หั่นเป้าส่งออกปี 59 ลงสู่ช่วง -2 ถึง 0% จากเดิมอยู่ที่ช่วง 0 ถึง 2% อย่างไรก็ดีคงเป้าการเติบโต GDP ที่ 3-3.5% ด้วยการใช้จ่ายภาครัฐที่เร่งขึ้นและการขยายตัวของภาคท่องเที่ยวที่แข็งแกร่ง (Bangkok Post)ความเห็น: แม้ว่าการหั่นเป้าส่งออกจะเป็นสัญญาณว่ายังกังวลกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่แนวโน้มในประเทศยังดูเป็นบวกอยู่บ้าง โดยเฉพาะโครงการรัฐบาลซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นหลักของเศรษฐกิจประเทศ

• เห็นชอบค้ำประกันสินเชื่อวงเงิน 1 หมื่น ลบ. สำหรับ SME ที่มีนวัตกรรม ครม.วานนี้เห็นชอบมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME และกิจการพึ่งเริ่มต้นที่มีนวัตกรรม ผ่านการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. โครงการของผู้กู้ต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานด้านเทคโนโลยีและต้องไม่มีสินทรัพย์เกิน 2 ร้อย ลบ. เป็นไปเพื่อช่วยให้ธนาคารปล่อยกู้ให้แก่ SME และบริษัทที่มีนวัตกรรม (Bangkok Post)ความเห็น: เป็นอีกมาตรการที่ช่วยสนับสนุนและยกระดับภาค SME แม้ว่าจะต้องใช้เวลากว่าจะเห็นผล แต่ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดี

• ธปท.ผ่อนคลายหลักเกณฑ์การลงทุน/เงินทุนนอกประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทยออกประกาศผ่อนคลายหลักเกณฑ์การโอนเงินออกนอกประเทศเพิ่มเติมตามแผนแม่บทเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ โดยให้ผู้ลงทุนที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดซึ่งหมายความถึง บริษัทหรือบุคคลธรรมดาสามารถลงทุนในหลักทรัพย์และอนุพันธ์ในต่างประเทศได้โดยไม่ผ่านตัวกลางในประเทศ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 ก.ค. นอกจากนี้ธปท. ยังมีแนวทางที่จะผ่อนคลายหลักเกณฑ์การประกอบธุรกิจศูนย์บริหารเงิน โดยให้สามารถระดมเงินโดยออกตราสารสกุลเงินตราต่างประเทศทั้งในประเทศและต่างประเทศ จากเดิมที่ศูนย์บริหารเงินสามารถกู้ยืมจากสถาบันการเงินเท่านั้น โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 ก.ค. (The Nation) ความเห็น: ประเด็นดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความคล้องตัวและประสิทธิภาพในการบริการจัดการสภาพคล่องทางการเงินได้มากขึ้น

• TUประกาศเข้าซื้อกิจการส่วนใหญ่ของธุรกิจแปรรูปกุ้งล็อบสเตอร์ชื่อ เล เพ็ชเชอรี เดอ เชซ์ นูส์ (Les Pecheries de Chez Nous) ในรัฐนิวบรันสวิก ประเทศแคนาดาจากนายฟรังซัวร์ แฟรงกี้ เบอนัวต์ ซึ่งเป็นเจ้าของและประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนปัจจุบัน ดำเนินการเข้าซื้อโดยบริษัท ไทร-ยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ จำกัด ในประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับมูลค่าที่จ่ายซื้อจะแจ้งอีกครั้งในเดือนส.ค.59 และคาดว่าการซื้อจะแล้วเสร็จในเดือนดังกล่าว แหล่งเงินทุนมาจากเงินทุนหมุนเวียนของTU ในปี 2558 กิจการที่เข้าซื้อมีรายได้รวม 50 ล้านเหรียญแคนาดา (ประมาณ 1,369 ล้านบาท)การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ ส่งผลให้TU กลายเป็นผู้จัดจำหน่ายกุ้งล็อบสเตอร์แอตแลนติกเหนือรายที่ใหญ่ที่สุดรายหนึ่งในสหรัฐฯ ทำให้พัฒนาฐานการตลาดให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ในอุตสาหกรรมกุ้งล็อบสเตอร์ แอตแลนติกเหนือ (SET)ความเห็น: TU ยังคงเดินหน้าทำเข้าซื้อกิจการอาหารทะเลระดับโลก ซึ่งถือเป็นปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อความคืบหน้ากิจการ TU เป็นหุ้นที่เราแนะนำซื้อราคาเป้าหมาย 25 บาท

ต่างประเทศ

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐประเภทอายุ 10 ปีลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงต้นของการซื้อขาย จากความไม่มั่นใจต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจหลังจากการลงประชามติของอังกฤษที่แยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) และแนวโน้มที่ Fed จะดำเนินนโยบาย dovish ไปจนถึงปี 2017 เป็นอย่างน้อย ราคาพันธบัตรสหรัฐอายุ 10 ปี ล่าสุดเพิ่มขึ้น 21/32 ผลตอบแทนอยู่ที่ 1.389% หลังจากร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.377% (Reuters)

• เงินเยนแข็งค่าขึ้นเกือบ 1% เทียบกับเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐส่วนเงินปอนด์ปรับตัวลงต่ำสุดครั้งใหม่เมื่อวันอังคาร เนื่องจากตลาดเงินตราได้ซึมซับสัญญาณความตึงเครียดทางเศรษฐกิจที่เกิดจากผลการลงประชามติ Brexit เงินปอนด์ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปีครึ่งเทียบกับเงินยูโรและต่ำสุดในรอบ 31 ปีที่ระดับ 1.3112 ดอลลาร์สหรัฐเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ และเป็นระดับต่ำสุดในแง่ของความสัมพันธ์ของน้ำหนักสกุลเงินในรอบกว่า 3 ปี (Reuters)

• จีนอาจเตรียมตัวเผชิญหน้าทางการทหารในทะเลจีนใต้ จากการรายงานของหนังสือพิมพ์ Global Times ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของรัฐบาลจีนเมื่อวันอังคาร โดยเตรียมตัวหนึ่งสัปดาห์ก่อนการการตัดสินของศาลอนุญาโตตุลาการถาวรที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างจีนและฟิลิปปินส์ในวันที่ 12 ก.ค. (Reuters)

สหรัฐ:

• ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงเมื่อวันอังคาร หลังจากที่ปรับตัวขึ้นมากในสัปดาห์ก่อนเนื่องจากนักลงทุนเผชิญกับความไม่แน่นอนของ Brexitซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันที่ร่วงลงได้ฉุดราคาหุ้นกลุ่มพลังงาน ข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐและจีนที่อ่อนแอยิ่งทำให้นักลงทุนมีความกังวลมากขึ้น (Reuters)

• ยอดการสั่งสินค้าของสหรัฐลดลงในเดือนพ.ค. จากความต้องการสินค้าทุนประเภทเครื่องบิน และที่เกี่ยวกับทางการทหารลดลง คำสั่งซื้อลดลง 1.0% หลังจากที่เพิ่มขึ้นสองเดือนติดต่อกัน การลดลงในเดือนพ.ค. เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยยอดสั่งซื้อในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 1.8% (Reuters)

• สินค้าคงคลังสำหรับของสหรัฐลดลง 0.1% สินค้าคงคลังลดลง 12 ใน 13 เดือนที่ผ่านมา สินค้าคงคลังที่ลดลงบ่งชี้ว่าช่วงเวลาตกต่ำที่สุดของภาคการผลิตอาจสิ้นสุดลงแล้ว (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันอังคารปรับตัวลดลงเป็นวันที่สองติดต่อกัน นำโดยการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มสินแร่ ขณะที่ราคาหุ้นธ.พ. Monte deiPaschiปรับตัวลดลงต่อเนื่องท่ามกลางความกังวลที่จะต้องสำรองเงินทุนเพิ่มมากขึ้น (Reuters)

เอเชีย:

• กิจกรรมภาคบริการของจีนเพิ่มขึ้น 11 เดือนติดต่อกันในเดือน มิ.ย.59แต่ตัวชี้วัดกิจกรรมทางด้านการผลิตตกลงเป็นเดือนที่ 4 ดัชนีCaixin/Markit PMI ภาคบริการ ในเดือน มิ.ย.59 เพิ่มขึ้นสู่ 52.7 จาก 51.2 ในเดือน พ.ค.ขณะที่Caixin/Markit composite PMI ภาคการผลิต ตกลงเป็น 50.3 ในเดือน มิ.ย.จาก 50.5 ในเดือน พ.ค.แต่ยังอยู่เหนือระดับมาตรฐานกลาง 50 ผลการวิจัยสนับสนุนความกังวลว่าความแข็งแรงในการให้บริการจะไม่เพียงพอที่จะให้น้ำหนักต่อเจริญเติบโต ถ้าภาคการผลิตยังลดลง(Reuters)

• น้ำท่วมรุนแรงจากฝนตกหนักทั่วภาคกลางและภาคใต้ของจีนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเกือบ 130 คนใน 11 จังหวัด และภูมิภาค สร้างความเสียหายต่อพืชผลกว่า 1.9 ล้านไร่และนำไปสู่การสูญเสียทางเศรษฐกิจโดยตรงมากกว่า 38,000 ล้านหยวน (5.70 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ) ตามรายงานของสื่อภาครัฐฯ ที่กล่าวไว้ในวันอังคารที่ผ่านมา (Reuters)ความเห็น: กรณีนี้ จะมีผลอย่างมากต่อการเก็บเกี่ยวข้าวในประเทศจีนในปีนี้ และมีแนวโน้มที่จะผลักดันให้ราคาธัญพืช โดยเฉพาะข้าว ปรับเพิ่มขึ้น

• ข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่จะประกาศออกมาในช่วงหลายสัปดาห์ที่จะถึงนี้คาดว่าจะออกมาอ่อนแอ ซึ่งได้แก่ ตัวเลขข้อมูลการค้าการลงทุน ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้เชื่อว่าจะเป็นแรงกดดันให้รัฐบาลจีนจำเป็นต้องประกาศมาตรการกระตุ้นใหม่ๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในด้านการเงินและการคลัง (Reuters)

• กิจกรรมภาคการบริการญี่ปุ่นหดตัวลง ณ สิ้นงวด 2Q59ลดลงโดยความต้องการและคำสั่งซื้อที่ลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี โดยดัชนี PMI ภาคการบริการญี่ปุ่นเดือน มิ.ย. รายงานออกมาอยู่ที่ 49.4 ลดลงจาก 50.4 ในเดือน พ.ค. และนับเป็นการอ่อนตัวลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่งวด 1Q58 (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันร่วงเกือบ 5% วันจันทร์เพราะนักลงทุนกังวลว่า Brexitอาจชะลอเศรษฐกิจโลก ทำให้อุปสงค์ต่อน้ำมันไม่น่าจะโตพอกับอุปทานที่ล้นเกินได้ Brent ล่วงหน้าปรับลง 2.14 ดอลลาร์สหรัฐ (-4.3%) ปิดที่ 47.96 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าลดลง 2.39 ดอลลาร์สหรัฐ (-4.95%) ปิดที่ 46.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองเพิ่มขึ้นเป็นวันที่ 5 ติดต่อกัน และซื้อขายใกล้กับจุดสูงสุดรอบสองปีเหนือ 1,350 ดอลลาร์สหรัฐเพราะตัวเลขจียอ่อนแอและความไม่แน่นอนต่อเนื่องเกี่ยวกับมติ Brexitที่ทำให้มีแรงอุปสงค์ต่อสินทรัพย์ปลอดภัย ราคาทองคำตลาดจร ปิดเพิ่มขึ้น 0.4% ที่ 1,355.51 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองคำสหรัฐส่งมอบ ส.ค. เพิ่มขึ้น 1.5% ปิดที่ 1,358.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์ (Reuters)