“ผู้นำดี ชุมชนเข้มแข็ง” สูตรโอทอปพันธุ์แกร่ง “พรหมสร”

“ผู้นำดี ชุมชนเข้มแข็ง” สูตรโอทอปพันธุ์แกร่ง “พรหมสร”

หมี่กรอบ“พรหมสร”มีแรงงานหลักคือผู้สูงวัย แต่ขึ้นแท่นโอทอป5 ดาว ถึง5 ปีซ้อน แถมยังวางขายในท็อปส์ได้สวยๆ ด้วยสูตรสำเร็จ“ผู้นำดี ชุมชนเข้มแข็ง"

หมี่กรอบเจ้าตำนาน ตั้งตระหง่านอยู่ใน ต.ตะคร้ำเอน อ.ท่ามะกา จ.กาญจนบุรี มีเจ้าของคือ “วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรมะขามทอง” ผู้ผลิตหมี่กรอบแบรนด์ “พรหมสร” ที่กระจายความอร่อยอยู่ในท็อปส์ 170 สาขา

กิจการเล็กๆ มีสมาชิกอยู่ 72 ชีวิต แถมพลเมืองส่วนใหญ่คือ “แรงงานสูงวัย” อายุเฉลี่ย 60-70 ปี  แต่กลับเป็นโอทอปเนื้อหอม ที่หลายหน่วยงานอยากเข้าหา แม้แต่เครือ “เซ็นทรัลกรุ๊ป” โดยกลุ่มคนทำหมี่กรอบเมืองกาญจน์ อยู่ในโครงการ “ท็อปส์ เพื่อเกษตรไทย ร่วมใจประชารัฐ” ขณะยังได้รับงบประมาณปรับปรุงโรงเรือนที่ 1 ล้านบาท จาก บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล มูลนิธิเตียง จิราธิวัฒน์ อีกด้วย..มีอะไรน่าสนใจในโอทอปเล็กๆ แห่งนี้

"เราทำหมี่กรอบสมุนไพร ซึ่งพัฒนาสูตรมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2”

“จตุพร อินทรโสภา” ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรมะขามทอง บอกจุดขายสำคัญ ที่ดูจะเรียกความสนใจจากผู้คนได้อยู่มาก หลังพัฒนาสูตรมาจากรสมืออาม่าผู้หาบเร่หมี่กรอบขายให้กับชาวญี่ปุ่น และเชลยศึก สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 “ตำนานและภูมิปัญญา” เลยถูกนำมาใช้ตั้งต้นธุรกิจ โดยรวมตัวกันขึ้นเมื่อปี 2541 จุดประสงค์ก็เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพ ให้กับกลุ่มแม่บ้านในชุมชน เริ่มต้นที่เงินลงขัน 29,000 บาท กับสมาชิกอีก 29 คน

จุดยืนที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น คือต้องทำ “เพื่อชุมชน” และผลประโยชน์ของชุมชนเป็นหลัก ไม่ใช่แค่ใช้แรงงาน แต่ยังเน้นวัตถุดิบจากชุมชนอีกด้วย เช่น มะขาม ตะไคร้ มะกรูด หรือ ส้มซ่า ที่ชาวบ้านปลูก ก็ล้วนอยู่ในผลิตภัณฑ์ของพวกเขา

“ชุมชนจะได้รายได้จากการเป็นสมาชิก มีเงินปันผล มีรายได้จากค่าแรงในการทำงาน และยังมีรายได้จากการขายวัตถุดิบให้กับทางกลุ่มอีกด้วย ซึ่งยิ่งเราผลิตได้มาก เขาก็ขายวัตถุดิบได้มากขึ้น ส่วนที่ต้องให้ความสำคัญกับชุมชน เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน” เธอบอกเหตุผลสั้นๆ

ด้วย “ผลประโยชน์ร่วมกัน” ของทุกฝ่าย พวกเขาเลยพร้อมปรับตัวเอง เพื่อให้กิจการเล็กๆ ได้เติบใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนจากทั้งหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และเอกชน ตลอดจนความร่วมมือของคนในชุมชน ค่อยๆ สร้างความแข็งแกร่งให้กับวิสาหกิจเล็กๆ แห่งนี้  

“การเป็นกลุ่มโอทอป ถ้ารู้จักขวนขวาย แล้วก็มีใจที่เปิด เขาก็จะเติบโตต่อไปได้”

“อารีย์ มูลทรัพย์” หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมอุตสาหกรรม จ.กาญจนบุรี กระทรวงอุตสาหกรรม หนึ่งหน่วยงานรัฐที่ช่วยสนับสนุน ย้ำถึงหัวใจสำคัญในการสร้างผลิตภัณฑ์ชุมชนให้แข็งแกร่ง โดยพวกเขาได้เข้ามาช่วยพัฒนาแพคเก็จจิ้งและโรงงานให้กับกลุ่มแม่บ้านที่นี่ จนหมี่กรอบคุณภาพพร้อมออกสู่ตลาด กระทั่งเมื่อ 3 ปีก่อน ภาครัฐก็จับคู่ให้เจอกับตลาดอย่างท็อปส์ ซึ่งแม้จะมั่นใจในรสชาติ และคุณภาพที่มีอยู่พอตัว แต่พวกเขากลับใช้เวลาตัดสินใจอยู่นานถึง 10 เดือน

“ที่ตัดสินใจนาน เพราะอายุของทีมงานเราส่วนใหญ่ค่อนข้างมาก คุณวุฒิก็จบแค่ ป.2-ป.4 เลยกังวลว่า จะทำงานให้เขาได้ไหม” ประธานกลุ่มสารภาพความหนักใจตั้งแต่เริ่ม

แต่เพื่อตลาดที่ยั่งยืน เลยตัดสินใจสู้ดูสักตั้ง โดยนำสินค้าไปเสนอกับทางท็อปส์ จากนั้นก็เริ่มมีเจ้าหน้าที่เข้ามาแนะนำกระบวนการทำงาน ทำผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ และเป็นระบบมากขึ้น ไล่ไปจนให้งบประมาณมาปรับปรุงโรงเรือนทำเป็นระบบปิด เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจของลูกค้า

จะยกระดับสินค้าชุมชนมาขายลูกค้าห้างฯ ทั้งที ก็ต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างหน่อย ที่มาของการทำหมี่กรอบสมุนไพรส้มซ่า หมี่กรอบสมุนไพรรสมะเขือเทศสด เพื่อฉีกตัวเองออกจากตลาด ขณะวัตถุดิบทุกอย่างล้วนปลอดสารเคมี ไม่ใส่ผงชูรส เน้นทำของสดใหม่อยู่ตลอดเวลา ใช้เครื่องมือวัดค่ารสชาติอาหารเพื่อรักษามาตรฐานไว้ และอบด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อดูดเอาน้ำมันและความชื้นออก ตอบโจทย์ “สุขภาพ” ของผู้บริโภคยุคนี้โดยเฉพาะ

การใช้แรงงานสูงอายุ จตุพร บอกว่า มีข้อดีคือ กลุ่มนี้มีความตั้งใจสูง พิถีพิถัน ใจเย็น และรอบคอบ ทว่าเป็นปกติของการทำงานที่อาจมีความผิดพลาดระหว่างทางได้บ้าง ด้วยสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อ

“อย่างครั้งแรกเราพบปัญหาเรื่องตัวพิมพ์วันหมดอายุซีดจาง ครั้งที่สองพอโดนอีก เราตัดสินใจตีคืนสินค้าทั้งหมดทันที แล้วให้กลุ่มป้าๆ ได้ดูว่า ที่พวกเราทำมันผิดพลาดอย่างไร อยากให้เขาได้เรียนรู้ด้วยตัวเอง ซึ่งวันนี้สินค้าจากกลุ่มแม่บ้านของเรา ไม่เคยโดนตีคืนอีกเลย” เธอบอกผลลัพธ์ที่ได้รับจากการปรับเปลี่ยน

ด้วยความมุ่งมั่นและจริงจัง ทำให้ผลิตภัณฑ์จากชุมชน สามารถขยับรายได้จากแค่ปีละ 5-6 แสนบาท มาเป็น 1.5 ล้านบาทต่อปี หรือสูงขึ้นถึง  “3 เท่าตัว!” ขณะปีนี้ตั้งเป้ารายได้ที่ 2 ล้านบาท! นอกจากสมาชิกจะมีรายได้เพิ่มขึ้น แล้ว พวกเขายังมีเงินหมุนเวียนกลับมาพัฒนาชุมชนอีกด้วย เช่น ให้ทุนการศึกษาเด็ก และบูรณะวัด ฯลฯ เพื่อสุขร่วมกันของคนทั้งชุมชน

“เมทินี พิศุทธิ์สินธพ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสดและบริหารจัดซื้อ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บอกเล่าการทำงาน ของทีมจัดซื้อ (Local Buyer) ที่ลงพื้นที่เพื่อเสาะหาผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดจากกลุ่มเกษตรกรในแต่ละจังหวัด มาวางจำหน่ายที่ท็อปส์ โดยย้ำว่า หัวใจสำคัญคือ การรวมกลุ่มของเกษตรกร และการมีผู้นำชุมชนที่เข้มแข็ง ที่สามารถเป็นต้นแบบและถ่ายทอดไปยังชุมชนอื่นๆ ได้

“ประชารัฐมี 3 ส่วน แต่สำคัญอยู่ที่หัวหน้าชุมชนนี่แหล่ะ ถ้าอ่อนแอ ก็เกิดยาก แต่ถ้าใส่ใจ และมีแพสชั่นในการทำงาน กลุ่มนั้นจะแข็งแรง และรายได้ก็จะดีขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว” เธอย้ำ

จากการสนับสนุนชุมชน ในปี 2559 พวกเขาตั้งเป้าว่าจะมีรายได้กลับสู่ ชุมชน โอทอป และเอสเอ็มอี อยู่ที่ 955 ล้านบาท  โดยแบ่งเป็นสินค้าชุมชน 290 ล้านบาท โอทอป 420 ล้านบาท และเอสเอ็มอีอีก 245 ล้านบาท ขณะที่จนถึงเดือนพฤษภาคม 2559 มีชุมชนรวม 104 ชุมชน 167 โอทอป และ 97 เอสเอ็มอี

ส่วนการทำงานกับชุมชน เธอยังเชื่อว่า ไม่จำเป็นต้องเซ็นสัญญา (Sign contract) แต่ใช้ “สัญญาใจ” และความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันสำคัญที่สุด เพื่อสร้างความจงรักภักดี (Loyalty) ให้เกิดขึ้น ซึ่งนั่นจะสะท้อนผ่านการมีผลผลิตที่ดีส่งให้กับทางท็อปส์อย่างต่อเนื่อง ตอบความต้องการของลูกค้าปลายทาง

และธุรกิจยั่งยืนทั้งห่วงโซ่ก็จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง