"บัณฑิต นิจถาวร" เตือนระวังการ "ก่อหนี้" หวั่นซ้ำรอยวิกฤติปี 40 ชี้การลงทุนภาครัฐต้องรอบคอบ เพราะเงินสามารถใช้ได้เพียงครั้งเดียว
นักธุรกิจรุ่นใหม่อาจ “ลืมเลือน” ไปบ้างว่า “วันนี้” เมื่อ 19 ปีที่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับ “เศรษฐกิจไทย” ..แต่สำหรับนักธุรกิจรุ่นเก๋า เชื่อว่าหลายคนยัง “ฝังใจ” กับเหตุการณ์ในวันที่ 2 ก.ค.2540 ซึ่งเป็นวันที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ “แบงก์ชาติ” ตัดสินใจ “ลอยตัวค่าเงินบาท” และถือเป็น “วันเริ่มต้น” วิกฤติเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ ซึ่งรู้จักดีในนาม “วิกฤติต้มยำกุ้ง”
คำถามสำคัญ คือ 19 ปีมานี้ เราเรียนรู้อะไรจากวิกฤติในครั้งนั้น และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ อนาคตเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะ “ซ้ำรอย” วิกฤติเหมือนเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมาหรือไม่
“บัณฑิต นิจถาวร” กรรมการผู้อำนวยการ สถาบันกรรมการบริษัทไทย(ไอโอดี) อดีตรองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกว่า ก่อนประเมินวิกฤติในอนาคต จำเป็นต้องมองต้นเหตุแห่งวิกฤติในอดีตก่อน ซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจในเกือบทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นในประเทศหรือต่างประเทศ มักมาจาก 2-3 เรื่องหลัก
เรื่องแรก คือ การก่อหนี้ที่มากจนเกินความสามารถในการชำระคืน เมื่อเจ้าหนี้เริ่มตั้งคำถาม อาจนำมาซึ่ง “จุดเสี่ยง” ที่นำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นได้ สอง คือ ไม่ว่าหนี้จะเกิดขึ้นในประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งแค่ไหน หากมีมากเกินไป ย่อมนำมาซึ่งวิกฤติเศรษฐกิจได้หมด
สาม คือ ไม่ว่าประเทศนั้นจะมีฐานะการเงิน หรือ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูงเพียงใด หรือใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวหรือไม่ หากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่น ก็สามารถนำมาซึ่งวิกฤตเศรษฐกิจได้เช่นกัน
“จะเห็นว่าทั้ง สหรัฐ หรือ ยุโรป ก็มีวิกฤติขึ้นได้ อันนี้สะท้อนว่าวิกฤติไม่ได้โยงเงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับว่า เศรษฐกิจประเทศนั้นว่ามีหนี้มากเกินไปหรือไม่ ยิ่งถ้ามีคนเริ่มตั้งคำถามถึงหนี้ก้อนนั้น จนทำให้เจ้าหนี้ไม่มั่นใจ ขอถอนเงินกลับ หากไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ได้ทัน ก็นำไปสู่วิกฤติได้”
ส่วนการแก้ไขปัญหา บัณฑิต มองว่า ต้องทำใน 3 เรื่อง คือ หนึ่ง อย่าก่อหนี้มากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน หนี้ธุรกิจ หรือแม้แต่หนี้ภาครัฐ สอง ระบบเศรษฐกิจต้องมีความยืดหยุ่นที่สามารถรองรับความเสี่ยงได้ การมีกลไกอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง
“กรณีอังกฤษที่เผชิญปัญหา เบร็กซิท แล้วทำให้ค่าเงินปอนด์อ่อนลง 10% อันนี้ก็ถือเป็นการปรับตัวอย่างหนึ่ง”
สุดท้าย คือ การดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลังจำเป็นต้องมีวินัย ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางต้องรักษาเสถียรภาพการเงิน ดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ระดับต่ำ ขณะที่นโยบายการคลัง ต้องไม่ก่อหนี้จนเกินเลย โครงการลงทุนต่างๆ ต้องคุ้มค่ากับการลงทุน เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นรายได้ของภาครัฐที่จะตามมาในอนาคต
บัณฑิต บอกว่า สิ่งที่ห่วงมากสุด คือ การทำนโยบายทั้งการเงินและการคลัง ในส่วนนโยบายการเงินหากคงดอกเบี้ยในระดับต่ำนานๆ อัดฉีดสภาพคล่องมากเกินไป จะนำมาซึ่งฟองสบู่ได้ ขณะที่นโยบายการคลัง ถ้าใช้จ่ายอย่างไม่ระมัดระวัง และยังไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ สิ่งเหล่านี้จะนำมาซึ่งปัญหาในอนาคต
สำหรับการลงทุนของภาครัฐ สิ่งสำคัญอยู่ที่การ “บริหารเงิน” ถ้าเป็นโครงการที่ให้ผลตอบแทนต่ำ ก็ไม่ควรกู้เงินมาลงทุนมากเกินไป ควรแบ่งความเสี่ยงเหล่านี้ไปให้เอกชน โดยการดึงภาคเอกชนมาร่วมลงทุน ซึ่งถือเป็นวิธีกระจายความเสี่ยง แบ่งต้นทุน ไปยังภาคเอกชน ที่สำคัญการกู้เงิน ไม่ควรกู้สกุลต่างประเทศมากเกินไป เพราะหากค่าเงินบาทอ่อนลง จะยิ่งทำให้ต้นทุนเพิ่ม
บัณฑิต ย้ำว่า การลงทุนของภาครัฐควรต้องดูอย่างรอบคอบ เพราะเงินสามารถใช้ได้เพียง “ครั้งเดียว” แม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะจะค่อนข้างต่ำ แต่ถ้ากู้มาแล้วสัดส่วนหนี้มีแต่จะเพิ่มขึ้น ถ้าโครงการเหล่านั้นไม่สามารถสร้างผลตอบแทนให้กลับมาได้ในอนาคต การจะลดหนี้เหล่านี้ลงก็คงทำได้ยาก
“เอดีบี(ธนาคารพัฒนาเอเชีย) เคยให้ผมศึกษาว่า วิกฤตครั้งหน้าในเอเชีย หากจะเกิดจะมาจากเรื่องใด เท่าที่ลองศึกษา พบว่าเกิดได้จาก 2 เรื่อง คือ ภาคเอกชนก่อหนี้มากเกินไป หรือภาครัฐก่อหนี้มากเกินไป คือ มีหนี้เกินตัว ขณะที่เศรษฐกิจชะลอ รายได้ไม่มี ไม่มีเงินมาชำระหนี้ เจ้าหนี้ก็เลยเรียกเงินคืน สิ่งเหล่านี้ คือ ต้นเหตุแห่งวิกฤติ”
ภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน บัณฑิต มองว่า เป็นสถานการณ์ที่ “ต้องจับตา” เพราะหนี้ครัวเรือนสูงขึ้นมาก คิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของจีดีพี ขณะที่หนี้ภาคธุรกิจ ก็เริ่มสูงขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 80% ของจีดีพีเช่นเดียวกัน ส่วนหนี้ภาครัฐ แม้จะอยู่ในระดับต่ำราว 44% ของจีดีพี แต่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น
“มีหลายประเด็นที่ยังต้องเฝ้าติดตาม โดยเฉพาะระดับหนี้ที่เพิ่มขึ้น และความสามารถการชำระหนี้ ตัวเลขที่สะท้อนได้ดี คือ เอ็นพีแอล(หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) และปัญหาการ Default(ผิดนำชำระหนี้) รวมถึงดุลบัญชีเดินสะพัด แม้ทุกตัวยังไม่ถึงกับน่าเป็นห่วง แต่หนี้ที่สูงขึ้น เป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวัง”
บัณฑิต บอกว่า ถ้ามองไปในอนาคตความไม่แน่นอนในเศรษฐกิจโลกเริ่มมีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณี เบร็กซิท หรือ ปัญหาหนี้กรีซ ที่รอการเจรจารอบใหม่ ตลอดจนการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอน ที่อาจส่งผลกระทบมายังเศรษฐกิจไทย ดังนั้นสิ่งที่เราควรต้องทำ คือ การเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ กับความไม่แน่นอนต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น!






