วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หนี้ครัวเรือนชะลอครั้งแรก ในรอบ13ไตรมาส

หนี้ครัวเรือนชะลอตัวครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส ด้าน "ศูนย์วิจัยกสิกรฯ" หั่นคาดการณ์สิ้นปีอยู่ที่ 81.5-82.5% ขณะที่ธปท.เผยศก.เดือนพ.ค.ฟื้นตัว

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานตัวเลขหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นไตรมาสแรกปี 2559 มียอดหนี้คงค้างรวม11.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมียอดหนี้คงค้างรวมที่ 10.58 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 4.96 แสนล้านบาท คิดเป็นการเพิ่มขึ้น 4.69%

แต่หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือ ณ สิ้นปี 2558 ซึ่งมียอดหนี้คงค้างอยู่ที่ 11.03 ล้านล้านบาท เท่ากับว่าไตรมาสแรกปี 2559 ครัวเรือนมีหนี้เพิ่มขึ้นประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเพียง 0.35%

อัตราการเพิ่มถือว่าชะลอตัวลง โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยล่าสุด ณ ไตรมาส 1 ปีนี้ชะลอลงเป็นครั้งแรกในรอบ 13 ไตรมาส หรือกว่า 3 ปี มาอยู่ที่ระดับ 81.1% ต่อจีดีพี จากระดับ 81.6% ต่อจีดีพี ณ สิ้นปี 2558

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดประมาณการหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีปี 2559 มาที่ระดับ 81.5-82.5% จากคาดการณ์เดิมที่ระดับ 83 -84% หลังเห็นสัญญาณการเติบโตของหนี้ครัวเรือนที่ชะลอลงในหลายกลุ่มสถาบันการเงิน

อย่างไรก็ดี ยอดคงค้างหนี้ครัวเรือนในช่วงครึ่งหลังของปีคงทยอยปรับเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อเพื่ออุปโภคและบริโภค โดยมีธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจเป็นเสาหลักในการปล่อยสินเชื่อภาคครัวเรือน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าทิศทางหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีในช่วงครึ่งหลังของปี2559 มีโอกาสขยับขึ้นเล็กน้อยตามการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะช่วยหนุนบรรยากาศการใช้จ่ายของภาคครัวเรือน นอกจากนี้ ภาระค่าใช้จ่ายในการคืนหนี้ของครัวเรือนอาจจะยังไม่ได้รับแรงกดดันมากนัก ท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยในประเทศที่น่าจะทรงตัวในระดับต่ำตลอดช่วงระยะเวลาที่เหลือของปี

เศรษฐกิจเดือนพ.ค.ขยายตัวต่อเนื่อง

นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า โดยได้แรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภาครัฐ ซึ่งเดือนนี้การบริโภคภาคเอกชนปรับตัวดีขึ้นตามการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนเป็นหลัก

ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อของครัวเรือนภาคเกษตรที่เริ่มดีขึ้น ซึ่งเป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรที่เริ่มสูงขึ้น และปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายลง
สำหรับรายได้ภาคเกษตรในเดือนพ.ค. ขยายตัว 6.7% ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่สอง หลังจากที่รายได้ของคนกลุ่มนี้หดตัวต่อเนื่องติดกันมากว่า 3 ปี นับจากปี 2555 โดยตัวเลขที่ดีขึ้นในเดือนพ.ค.2559 เป็นผลจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น 6.4% จากอุปสงค์ผลไม้ไทยในตลาดจีนและอาเซียนที่มีแนวโน้มดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะทุเรียนและมะม่วง ขณะเดียวกัน ยังเป็นผลจากอุปทานปาล์มน้ำมันและยางพาราที่ลดลง จากผลกระทบของภัยแล้งในพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก

“รายได้ภาคเกษตรน่าจะผ่านพ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว ระยะข้างหน้ายังมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นต่อเนื่อง จากผลผลิตที่มีแนวโน้มว่าจะมีมากขึ้น หลักๆ ก็น่าจะมาจากข้าว หลังปัญหาภัยแล้งเริ่มหมดไป”

รายได้เกษตรดีขึ้นช่วยบริโภคเอกชน

นางรุ่ง กล่าวว่า รายได้ภาคเกษตรที่ดีขึ้น น่าจะช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนในระยะข้างหน้า มีแนวโน้มดีขึ้นด้วย เพียงแต่รายได้ที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง ครัวเรือนภาคเกษตรอาจต้องแบ่งไปชำระหนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการก่อนหนี้ไว้พอสมควร ทำให้การฟื้นตัวของภาคการบริโภคอาจยังไม่เด่นชัดนัก
อย่างไรก็ตามภาพรวมเศรษฐกิจยังคงโดนผลกระทบจากการส่งออก ที่หดตัว 3.7% ซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ยังชะลอตัว ทำให้การส่งออกสินค้าในหลายๆ หมวดยังไม่ดี และมีผลต่อเนื่องมายังการลงทุนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกด้วย

ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวเล็กน้อยจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลของฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา และอุปสงค์ต่างประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นในบางหมวด ขณะที่การนำเข้าหดตัวเล็กน้อย 0.2% เป็นการหดตัวที่น้อยลง ส่วนหนึ่งมาจากฐานที่ต่ำในปีที่แล้ว ประกอบกับมูลค่าการนำเข้าสินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ตามทิศทางราคาน้ำมันดิบ ขณะที่การนำเข้าสินค้าทุนดีขึ้นบ้าง

อัตราว่างงานเพิ่มเล็กน้อย

สำหรับด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ เงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.46% เป็นบวกต่อเนื่องจากเดือนก่อนตามการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารสดและราคาน้ำมัน อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 1.2% ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2.2 พันล้านดอลลาร์ จากรายได้การท่องเที่ยวที่ดีต่อเนื่อง และมูลค่าการนำเข้าที่อยู่ระดับต่ำ
นางรุ่ง กล่าวด้วยว่า เท่าที่ดูสัญญาณเศรษฐกิจในประเทศมีหลายตัวที่มีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งความเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ ส่วนใหญ่มาจากปัจจัยต่างประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อภาคการส่งออกเป็นสำคัญ

นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีหลัง น่าจะยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ทำให้ กนง. คงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 3.1% เพียงแต่การเติบโตในระดับดังกล่าว ยังเป็นการเติบโตที่ต่ำกว่าศักยภาพทางเศรษฐกิจไทย ซึ่งศักยภาพเศรษฐกิจไทยที่ประเมินไว้ในขณะนี้อยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 3.5%

“การจะดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ตามศักยภาพ การลงทุนภาคเอกชนควรต้องมีมากกว่านี้ แม้ตัวเลขการลงทุนภาคเอกชนเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่โดยรวมถือว่าอยู่ในระดับต่ำ”