FPI, BIZ, NCL
FPI : ผู้บริหารเปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินการในไตรมาส 2/59 คาดจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันเมื่อปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากออเดอร์ที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง และทั้งปี 2559 บิษัทตั้งเป้าหมายรายได้จะเติบโตกว่า 10% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,861.63 ล้านบาท เนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในประเทศได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และออเดอร์งาน OEM ก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ปัจจุบันมี backlog ประมาณ 600 ล้านบาท คาดว่าจะรับรู้รายได้ในปีนี้ประมาณ 300 ล้านบาท ยังไม่นับรวมคำสั่งซื้อใหม่ที่จะเกิดขึ้นจากการร่วมทุนกับพันธมิตรในอินเดีย ที่คาดว่าจะได้ออเดอร์กว่า 300 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในปีนี้ 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจะทยอยรับรู้ในปี 2560 (ข่าวหุ้น)
BIZ : ผู้นำในการเป็นตัวแทนนำเข้า จำหน่าย ติดตั้ง และการให้บริการดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องมือแพทย์ โดยเน้นส่วนที่เกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งด้วยรังสีเป็นหลัก เตรียมตัวที่จะจัดโรดโชว์ เพื่อนำเสนอข้อมูลให้กับนักลงทุนทั่วประเทศทั้งสิ้น 11 จังหวัดก่อนเสนอขาย IPO การจัดโรดโชว์ครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อนำเสนอข้อมูลของบริษัท ทั้งการดำเนินธุรกิจและแผนการขยายธุรกิจในอนาคต ซึ่งจะทำให้นักลงทุนรูจักและมีความเข้าใจในธุรกิจของบริษัทมากขึ้น รวมทั้งได้เห็นถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ และวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร (ข่าวหุ้น)
NCL : ผู้บริหารเปิดเผยว่า บริษัทมั่นใจผลประกอบการปี 2559 จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ จากปีก่อนที่มีขาดทุนสุทธิ 80.6 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทยกเลิกการให้บริการขนส่งสินค้าแบบตู้คอนเทนเนอร์จากท่าเรือระนองไปยังท่าเรือย่างกุ้ง และธุรกิจของบริษัทยังมีการเจริญเติบโต โดยคาดว่าในปี 2559 รายได้จะเติบโตประมาณ 20-30% จากธุรกิจโลจิสติกส์ทั้งในและต่างประเทศ ขณะที่ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกในจะดีกว่าในช่วงเดียวกันเมื่อปีที่แล้ว สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมั่นใจว่าการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากในช่วงครึ่งปีแรกยังคงดำเนินต่อไปทั้งปี (ข่าวหุ้น)
กลยุทธ์ประเทศไทย : เรามองว่าผลกระทบของ Brexit จะส่งผลกระทบทางตรงค่อนข้างจำกัด เนื่องจากประเทศไทยมีส่วนเปิดความเสี่ยงกับ UK ที่ต่ำ อย่างไรก็ตามอาจมีผลกระทบทางอ้อมจากเศรษฐกิจโลกชลอตัวซึ่งยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตามองกันต่อไป เรามองว่าการที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาเร็วๆนี้เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มก่อสร้าง (CK, SCC), ท่องเที่ยว (ERW), Downstream energy (IRPC, TOP), และ กลุ่มที่มีเงินปันผลสูงได้แก่ SCB, KTP, AP เป็นต้น (รายละเอียดอยู่ในบทวิเคราะห์วันนี้)









