วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

QH - ซื้อ

บ้านแนวราบเป็นปัจจัยนำการเติบโต

บ้านแนวราบมีสัญญาณการฟื้นตัว และอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น - ผู้บริหารได้เปลี่ยนแบบบ้านแนวราบเพื่อเร่งการขายบ้านในสต็อกให้เร็วขึ้น และเพื่อเป็นแบบบ้านสำหรับการเปิดตัวโครงการบ้านใหม่ ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ ยอดจองบ้านแนวราบเพิ่มขึ้น 23% YoY และคาดว่าจะรับรู้รายได้ในสัดส่วนมากขึ้นจากโครงการบ้านที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูง ด้วยโครงการบ้านแบบใหม่มีสัดส่วนมากขึ้นต่อรายได้รวม จึงทำให้บริษัทคาดอัตราส่วนกำไรขั้นต้นจะดีขึ้นเป็น 33% ในช่วง 2 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่ 31% (เทียบกับที่สำนักวิจัยทิสโก้ประเมินไว้ในประมาณการที่ 32% ในปี 16F) 

ยังไม่มีแผนจะขายเงินลงทุน - LHBANK ที่ QH ถือหุ้นอยู่ 22% ประกาศข้อตกลงเสนอขายหุ้นให้แก่ CTBC Bank ของไต้หวัน เพื่อเป็นเงินทุนสนับสนุน และเพิ่มโอกาสการเติบโตในอนาคต สำนักวิจัยทิสโก้ไม่คาดว่ามูลค่าจากการถือหุ้น LHBANK ต่อหุ้น QH จะลดลง เนื่องจากการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นใหม่จะเสนอในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน และ QH ยังไม่มีแผนที่จะขายเงินลงทุนใน LHBANK รวมถึงการถือหุ้นในบริษัทและกองทุนอสังหาฯ ต่างๆ

เน้นการระบายสต็อกโครงการคอนโด และนำมาลดภาระหนี้ - QH ระบายสต็อกโครงการคอนโดได้ช้า จึงออกโปรโมชั่นลดราคาโครงการคอนโดในต่างจังหวัดลง 5% แต่บริษัทคาดว่าจะเห็นราคาค่อยๆ เพิ่มในโครงการระดับบน Q-Sukhumvit (สถานี BTS นานา) เนื่องจากการก่อสร้างเริ่มจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว ในช่วง 4M16 ยอดจองอยู่ที่ 5.7 พันล้านบาท ลดลง 10% YoY จากการเปิดโครงการคอนโดลดลง แม้ว่าการขายจากโครงการคอนโดน้อย แต่ QH ก็ทำยอดจองได้ 28% ของเป้าในปีนี้แล้ว (vs ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมประมาณ 22%) โดย QH มีแผนลด D/E ลงเป็น 1x จาก 1.23x ณ สิ้น 1Q16 จากการซื้อที่ดินที่ลดลง และเน้นการขายบ้านในสต็อก

สำนักวิจัยทิสโก้แนะนำ “ซื้อ” -  สำนักวิจัยทิสโก้ยังแนะนำให้ “ซื้อ” QH จากการประเมินมูลค่าหุ้นน่าสนใจมาก โดยมีมูลค่าเหมาะสมที่ 4 บาท (SOTP) ณ วันที่ 15 มิ.ย. มูลค่าเงินลงทุนจากการถือหุ้นต่างๆ ของ QH คิดเป็น 2.82 บาท/หุ้น QH ซึ่งยังสูงกว่าระดับราคาหุ้น QH ในปัจจุบัน