ธุรกิจต้องไม่ตาย! โจทย์ฝ่าวิกฤติ “ไทย ฮาเบลฯ”

ธุรกิจต้องไม่ตาย! โจทย์ฝ่าวิกฤติ “ไทย ฮาเบลฯ”

หลังผู้ก่อตั้งเสียชีวิตไปแค่หนึ่งปี ธุรกิจถูกซ้ำเติมด้วยไฟไหม้ใหญ่ มีมูลค่าความเสียหายถึง 120ล้าน! สำหรับทายาทนี่คือโจทย์สาหัสที่่ต้องรับมือ

ประมาณ 3 ปีก่อน “พรเทพ สุจริตธรรมกุล” ผู้ก่อตั้ง บริษัท ไทย ฮาเบล อินดัสเตรียล จำกัด โรงงานรับจ้างผลิต(OEM) “ทีวี” ให้กับแบรนด์ดังในอดีต อย่าง “ธานินทร์” และ Exclusive brand ให้กับโมเดิร์นเทรดชั้นนำต่างๆ เสาหลักของครอบครัวเกิดป่วยหนักด้วยปัญหาสุขภาพ ก่อนเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา

ธุรกิจเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่ปี 2530 ถูกส่งมอบ “โดยอัตโนมัติ” ให้คนรุ่นสอง โดยมี “จิ๊บ-นราพร” ทายาทคนโต และน้องๆ “วิช-พัฒนวิช”, “แนน-นราทิพย์” และ “แชมป์-สุรนาถ” เข้ามาช่วยสืบสานกิจการของครอบครัว

ทว่ายังไม่ทันที่อะไรๆ จะเข้าที่เข้าทาง กลับเกิดวิกฤติหนัก และสาหัสชนิดสร้างความเสียหายให้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ไทย ฮาเบลฯ กับเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ ที่สร้างมูลค่าความเสียหายไว้สูงถึง กว่า 120 ล้านบาท!

“บรรยากาศในวันนั้น มีแค่ไฟ กับน้ำตา เราคุยกันถึงขนาดที่ว่า จะเลิกหรือไม่เลิกทำดี เพราะว่ามันหนักมาก”

“พัฒนวิช” ทายาทหมายเลขสอง บอกเล่าสถานการณ์จริง ณ วันที่ครอบครัวต้องเผชิญวิกฤติใหญ่ครั้งที่สอง หลังต้องเสียเสาหลักของบ้านไปได้ไม่นาน

ทั้ง 4 คน ร่วมกับพี่เขย “นรินทร์เดช ทวีแสงพานิชย์” (สามี นราพร) อดีตผู้บริหาร  บมจ. อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ นั่งล้อมวงประชุมกัน

“ตอนนั้นเกิดจากการตัดสินใจที่ว่า พี่น้องเขาจะไม่ทำกันแล้ว แต่ผมบอกว่า มันไม่ง่ายเลยกับการที่คุณพ่อหรือเจนหนึ่งจะทิ้งอะไรไว้ให้เรา เราควรต้องมาสานต่อ เพียงแต่ว่า การสานต่อนั้นต้องมีคนช่วย วันนั้นสิ่งแรกที่ผมทำคือ ให้กำลังใจน้องๆ แล้วเอาตัวเข้าแลกด้วยการ ลาออกจากงาน เพราะถ้าไม่ช่วยกัน ธุรกิจก็คงล้ม”

นรินทร์เดช บอกระหว่างร่วมงานสัมมนา SCB SME SUCCESS ปี 6#โตอย่างสตรองโดยธนาคารไทยพาณิชย์ เมื่อวันก่อน ซึ่ง ไทย ฮาเบลฯ ก็เป็นหนึ่งกรณีศึกษาของงานนี้   

“เรามองย้อนไปหลังไฟไหม้เพียงแค่วันเดียว เซ็งอยู่แค่วันเดียว เพราะมองว่า คงเอาอะไรกลับมาไม่ได้แล้ว แต่หลังจากนั้นทุกคนต้องตัดสินใจว่า จะทำอย่างไรต่อไป แล้วเราจะเอาส่วนที่สูญเสียไปจากไฟไหม้คืนมาได้อย่างไร”

ฟื้นให้เร็ว ตั้งสติให้มั่น คือสูตรรับมือวิกฤติ ที่ทายาท ไทย ฮาเบลฯ นำมาใช้ในวันนั้น

ระหว่างนักดับเพลิงทำงานไป เลยได้เห็นภาพของทายาททั้ง 4 กับพี่เขยอีก 1 นั่งประชุมหารือกัน ว่าพรุ่งนี้ใครจะต้องปฏิบัติหน้าที่อะไร เพื่อจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น 

สิ่งที่พวกเขาทำมีตั้งแต่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ด้วยการวิ่งไปหาโมเดิร์นเทรดเพื่อชี้แจงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ต่อรองหาวิธีแก้ปัญหา ซึ่งการได้พันธมิตรร้านค้าที่ดีคอยหยิบยื่นความช่วยเหลือ อย่าง ให้เงินมาก่อน หรือช่วยซื้อสินค้าที่เหลือในสะต๊อกให้ ก็ช่วยเอาตัวรอดจากสถานการณ์ร้อนครั้งนั้นมาได้

จากนั้นมาจัดการเรื่องที่ใหญ่กว่า คือการวางแผนอนาคตให้กับ ไทย ฮาเบลฯ หลังจากวิกฤติ พวกเขาไม่ได้อยากเป็นแค่คนรับจ้างผลิตอีกต่อไปแล้ว

นั่นคือที่มาของการรุก “สร้างแบรนด์” โดยปล่อยทีวีไทยแบรนด์แรกมาเขย่าตลาด ในชื่อ ALTRON (อัลทรอน) วางแผนทำตลาดทั้งในไทยและอาเซียนโดยเฉพาะ CLMV ที่ไม่มีปัญหากับแบรนด์ไทย ส่วนตลาดรับจ้างผลิตก็ขยายไปยังเอเชียกลาง และประเทศเพื่อนบ้านแถบอินโดจีนด้วย

เริ่มต้นแค่รับจ้างทำทีวี แต่วันนี้ตามแผนคือ “ผลิตทุกอย่างที่เสียบปลั๊กได้” ไม่ว่าจะ หม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน หรือแม้กระทั่ง เครื่องปิ้งขนมปัง ฯลฯ ก็อย่าได้คิดว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือของพวกเขา

เมื่อเป้าหมายเปลี่ยน โครงสร้างข้างในก็ต้องชัดเจนขึ้นด้วย โดยพี่สาวคนโต “นราพร” มาดูงานหน้าบ้านทั้งหมด ไม่ว่าจะ การตลาด สร้างแบรนด์ วิ่งหาลูกค้า ส่วนสมาชิกเบอร์สองอย่าง “พัฒนวิช” ก็ดูแลงานหลังบ้าน มาดูระบบการบริหารจัดการภายใน เพื่อให้องค์กรแข็งแกร่งพร้อมรับมือกับเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น ขณะที่น้องอีกสองคน ก็มาเติมจิ๊กซอว์ที่ยังขาด โดย “นราทิพย์” ดูบัญชี และ HR ส่วนทายาทคนสุดท้อง “สุรนาถ” ช่วยดูโรงงานและการผลิต

“พอโรงงานไฟไหม้ เราแบ่งเป็นสองทางเลย ส่วนออฟฟิศ ที่ทำเรื่องสร้างแบรนด์ สร้างยอดขาย กำไรของยอดขายทั้งหมดก็อยู่ที่ออฟฟิศ ส่วนโรงงานที่ทำโออีเอ็ม ก็ต้องเอาค่าจ้างที่เขามาจ้างผลิต เลี้ยงดูโรงงานให้รอด ทุกส่วนต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่เอาฝั่งหนึ่งมาช่วยจุนเจืออีกฝั่งหนึ่งอีกต่อไป” เขาบอกแผนรบ

องค์กรจะมุ่งไปทิศทางใหม่ และดูท้าทายเอามากๆ กับการนำพาแบรนด์ไทยไปเฉิดฉายในสนามร้อน หัวใจสำคัญคือ องคาพยพที่มีอยู่ประมาณ 300 ชีวิต ในองค์กร ต้องพร้อมก้าวไปข้างหน้า และเล่นเป็นจังหวะเดียวกันด้วย งานนี้เป็นหน้าที่ของ “นรินทร์เดช” ซึ่งมานั่งเป็นรองเอ็มดี ไทย ฮาเบลฯ ช่วยเชื่อมจิ๊กซอว์ที่ยังขาดของ 4 พี่น้อง

“ผมบอกทุกคนว่า พี่จะวิ่ง 120-140 นะ ฉะนั้นน้องต้องวิ่งตามให้ทัน เพราะว่าเราต้องปรับกันเยอะมาก”

สิ่งที่ต้องปรับคือการให้คนรุ่นเก่า มีวัฒนธรรมการทำงานแบบเก่า ได้เข้าสู่การทำงานในโลกยุคใหม่ รู้และเท่าทันว่าโลก รู้จักการใช้ไอที เทคโนโลยี และมีความมุ่งมั่นที่จะทำงานให้สำเร็จ เติมวิธีคิดใหม่ๆ ให้กับทีมงานของพวกเขา ทว่าสิ่งหนึ่งที่เป็นดั่งคำมั่นสัญญาว่าจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ก็คือ “Norm” หรือบรรทัดฐานของบริษัท และ “เสน่ห์” ของผู้คนที่นี่

“ไทย ฮาเบลฯ เป็นบริษัทเล็กๆ เขามีความน่ารัก มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ผมจะรักษาตรงนี้ไว้ นี่เป็นจุดยืนว่า ผมจะไม่ไล่คนเก่าออก และไม่ให้เขาเปลี่ยนไปจากสิ่งที่เขาเป็น แต่จะช่วยเขาปรับตัว โดยให้ได้มาเจอคนที่เป็นเกรด A พวกหัวกะทิ แล้วผสานคนสองกลุ่มนี้ขึ้นมา จนเป็นคน ไทย ฮาเบล พันธุ์ใหม่ จากมนุษย์ B เป็น B+ แล้วเราจะวิ่งไปด้วยกัน”

ด้วยความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ทำให้ตลอดที่ผ่านมา ไทย ฮาเบล อินดัสเตรียล ไม่เพียงไม่ตายไปจากตลาด ทว่ายังสามารถรับมือกับวิกฤติ จนพลิกฟื้นขึ้นมาใหม่ได้ โดยพวกเขาเชื่อว่า พ้นจากสิ้นปีนี้ ทุกอย่างก็จะกลับมาเข้าที่เข้าทาง โดยตั้งเป้ายอดการเติบโตแบบเท่าตัว! จากประมาณ 300 ล้านบาทในปีก่อน เป็น 600 ล้านบาท ในปีนี้!

ถามถึงเป้าหมายในอนาคต ทายาทบอกเราว่า อยากเห็นธุรกิจที่พ่อสร้างมาอย่างยากลำบาก เป็นที่รู้จักของตลาดมากขึ้น แม้นว่าอาจไม่มีชื่อเสียงเท่าแบรนด์อินเตอร์ แต่คนในประเทศก็ต้องรู้จัก “อัลทรอน” และภูมิใจกับแบรนด์ไทยแบรนด์นี้ ก่อนที่คนรุ่น 2 จะได้ส่งไม้ต่อสู่ทายาทรุ่น 3 ต่อไป เพื่อให้มาร่วมสืบสานธุรกิจครอบครัวหลังหมดยุคของพวกเขา

“ก่อนหน้านี้ธุรกิจของคุณพ่อไม่ได้ดีนัก พอลูกๆ กลับมาช่วย ทุกอย่างที่เคยสูญเสียไป ก็เริ่มได้คืนกลับมา คุณพ่อเคยบอกก่อนที่ท่านจะเสียว่า แค่นี้ป๊าก็ดีใจมากแล้ว ซึ่งถ้าหากหวังให้ธุรกิจใหญ่โตไปกว่านี้ เราทุกคนก็ต้องช่วยกัน ต้องต่อจิ๊กซอว์ให้แน่นขึ้นเรื่อยๆ เพื่อส่งต่อเจน 3 ต่อไป เชื่อว่า ถ้าวันนี้ป๊าได้เห็นพวกเรา ท่านก็คงจะดีใจ”

ไทย ฮาเบล อินดัสเตรียล คือตัวอย่างธุรกิจครอบครัว ที่ได้พลังของทายาทมาร่วมพลิกฟื้นจนพ้นวิกฤติ และร่วมสืบสานธุรกิจให้ประสบความสำเร็จขึ้นมาได้ แต่กว่าจะมีวันนี้ได้พวกเขาก็ต้องฟันฝ่าอะไรมาเยอะมาก ตั้งแต่การพิสูจน์ตัวเองให้คนรุ่นหนึ่งเชื่อมั่น โดยต้องใช้เวลาอยู่เกือบ 2 ปี กว่าที่ผู้เป็นพ่อจะยอมปล่อยมือ การสร้างการยอมรับในหมู่พนักงาน และยอมเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับพวกเขา การเติมไฟเติมพลังให้กับหมู่พี่น้อง เพื่อไม่ให้ถอดใจกับธุรกิจของพ่อ แม้แต่การต่อสู้กับหัวใจตัวเอง ยามที่ต้องเจ็บ ต้องท้อ ฯลฯ ซึ่งที่ฝ่าฟันเรื่องราวทั้งหมดมาได้ ก็ด้วยความเชื่อที่ว่า..

Every end is the beginning..ทุกๆ จุดจบ คือการเริ่มต้นใหม่เสมอ”

เหมือนที่ ไทย ฮาเบลฯ ยังอยู่ได้ และพร้อมเติบโตอย่าง “สตรอง” ในวันนี้

            “”””””””””””””””””””””””””””””””””””””””

                Key to success

สูตรรับมือวิกฤติ ฉบับ ไทย ฮาเบลฯ

๐ ตั้งสติให้เร็ว หาทางรับมือกับปัญหา

๐ ใช้ความสามัคคีในหมู่พี่น้อง ช่วยแก้ไข

๐ ใช้ต้นทุนในองค์กร มาต่อยอดธุรกิจใหม่

๐ สื่อสารกับพนักงานให้เข้าใจ และสู้ไปด้วยกัน

๐ สร้างคนเก่ง ที่มีเสน่ห์ และเท่าทันโลกยุคใหม่

๐ สร้างแบรนด์ เพื่อส่งมอบสู่คนรุ่น 3

๐ ไม่ยอมแพ้ เพราะทุกๆ จุดจบ เริ่มต้นใหม่ได้เสมอ