คลังขอเวลา 1 เดือนศึกษาข้อดีข้อเสียการเก็บภาษีจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม ระบุ การจัดเก็บภาษีเป็นหนึ่งในแนวทางช่วยลดบริโภคน้ำตาล
นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีมีข้อเสนอของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.)ให้เก็บภาษีจากเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสมว่า นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปศึกษาให้แล้วเสร็จใน 1 เดือน โดยตนได้ตั้งคณะทำงานที่มีกรมสรรพสามิตและภาคเอกชนเข้าร่วมศึกษาเรื่องดังกล่าว
“ในช่วงที่ผ่านมา มีภาคเอกชนได้เข้าหารือและให้ข้อมูลกับผมในเรื่องนี้ โดยภาคเอกชนชี้แจงว่า หน่วยงานรัฐนั้น ได้รับขณะนี้เป็นข้อมูลทางด้านลบกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มและน้ำตาล ดังนั้น ผมจึงสั่งให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อหาข้อสรุปเรื่องนี้ โดยให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน”
การจัดเก็บภาษีเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดการบริโภคน้ำตาล หรือลดการบริโภคความหวานของคนไทย อย่างไรก็ดี ยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่ตอบสนองวัตถุประสงค์ของสปท.ที่ต้องการให้คนไทยลดการบริโภคน้ำตาล เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น อาทิ การกำหนดปริมาณน้ำตาลในสูตรอาหาร หรือ กำหนดปริมาณน้ำตาลในเครื่องดื่ม เป็นต้น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ เท่าที่หารือ ผู้ประกอบการก็พร้อมที่จะปรับสูตรอาหารและเครื่องดื่มเพื่อลดความหวานลง โดยขอเวลาปรับตัว 5 ปี
“สัปดาห์ที่ผ่านประกอบการหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าข้อมูลที่สปท.ได้รับนั้นเป็นข้อมูลด้านลบ ยังมีวิธีอื่นทำให้คนไทยบริโภคน้ำตาลน้อยลง อาทิ การกำหนดสูตรในอาหารว่าห้ามเกินเท่าไหร่ ซึ่งตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าถ้าบริโภคน้ำตาลเกิน 10 กรัมเป็นโทษ หรือเกิน 2 ช้อนชาเป็นโทษ ดังนั้น หากจะให้ทุกคนลดการบริโภคควรกำหนดสูตรอาหารและเครื่องดื่มไปเลย แต่ของแบบนี้อยู่ที่คนว่าจะเลือกบริโภคอย่างไร ถ้ากำหนดไว้ 2 ช้อนชาต่อขวด แต่บางคนดื่มวันละ 10 ขวดก็ได้รับน้ำตาลเกินกว่าที่กำหนด อย่างไรก็ตา”นายสมชัย กล่าวว่า
ขณะนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังยังไม่ได้ฟันธงว่าต้องเก็บภาษีเครื่องดื่มเพิ่ม โดยมอบให้กรมสรรพสามิตไปดูข้อมูลที่มีอยู่นั้นว่าเป็นอย่างไร ถ้าไปดูข้อมูลไปแล้วพบว่าเก็บต้องเก็บ แต่ถ้าข้อมูลบอกว่าไม่ต้องเก็บ ต้องมีทางเลือกอื่น เพราะการลดการบริโภคน้ำตาลด้วยการให้กระทรวงการคลังเก็บภาษีถือว่าง่าย แต่ต้องดูว่าจะเป็นธรรมด้วย เพราะน้ำตาลไม่ได้ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม 100% แต่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม 12-13% นม 13-14% อาหาร 20-30%
ดังนั้น หากเก็บภาษีเครื่องดื่มอย่างเดียวคงไม่เป็นธรรม แต่ถ้าจะไปเก็บภาษีจากขนม ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง ด้วยคงไม่ได้ เพราะเป็นสินค้าโอท็อป และถ้าเก็บภาษีจากเครื่องดื่ม จะมีข้อโตแย้งว่านมที่มีความหวานทำไมไม่เก็บ







