วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'รมว.คลัง' ชี้ระบบอีบิทดิ้งช่วยรัฐประหยัด 2-3 หมื่นลบ.

"รมว.คลัง" เผยระบบอีบิทดิ้งช่วยภาคประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 30% หรือกว่า 2 - 3 หมื่นลบ. เตรียมเสนอพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างเข้าครม.สัปดาห์หน้า

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ข้อตกลงคุณธรรม (Integrit Pact) ว่า เรื่องทุจริตคอรัปชั่น ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ และยกให้เป็นวาระแห่งชาติ โดยจะเร่งดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยมีความโปร่งใส โดยที่ผ่านมาภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินการดังกล่าว โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างในแต่ละปีมีงบกว่า 500,000 ล้านบาท ดังนั้นหากสามารถอุดรูรั่วของการทุจริตคอรัปชั่นได้ เช่น หากลดการทุจริตได้อย่างน้อย 50% จะสามารถมีเงินไปทำอย่างอื่นในประเทศได้ถึง 50,000 ล้านบาท

สำหรับที่ผ่านมา กรมบัญชีกลาง ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีบิทดิ้ง พบว่าในช่วง 4-5 เดือนที่ดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว สามารถประหยัดงบประมาณภาครัฐได้มากถึง 20,000-30,000 ล้านบาท เนื่องจากคนที่มาประมูลงานนั้น จะไม่ได้รู้จักกันมาก่อน โดยในบางกรณีที่มีการดำเนินการในรูปแบบดังกล่าว พบว่า ราคาต่ำกว่าราคากลาง (ประหยัดงบประมาณได้) 30% หรือเฉลี่ยประหยัดงบได้ 15%

ในส่วนของภาคเอกชนเอง ก็จะต้องเร่งปรับปรุงเรื่องการจ่ายภาษีให้ถูกต้องด้วย เพื่อไม่ให้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้คอรัปชั่น หรือการเลี่ยงภาษีเพื่อเอาเปรียบคนดี ดังนั้น การมีแนวคิดการทำบัญชีเดียวของกรมสรรพากร จึงเป็นสิ่งที่จะต้องเร่งส่งเสริมให้เอกชนเสียภาษีอย่างถูกต้อง ซึ่งกรมฯพร้อมที่จะดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆด้วย

ด้านของกรมศุลกากร ที่ปัจจุบันพบว่า เป็นหน่วยงานที่มีการเลี่ยงภาษี หรือ การทุจริต ค่อนข้างสูง โดยเฉพาะการแปลงสัญชาติของสินค้าที่นำเข้า เพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์ทางการค้า หรือ เอฟทีเอ รวมถึงการส่งรายงานจำนวนสินค้าไม่ตรงกับบัญชี ซึ่งทำให้การทำบัญชีเดียวไร้ประสิทธิผล ดังนั้นจึงได้สั่งการให้กรมศุลกากรเร่งตรวจสอบน้ำหนักของตู้คอนเทนเนอร์ที่นำเข้าสินค้าเพื่อให้ถูกต้องและรัดกุมมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าการเร่งดำเนินการต่างๆ ของภาครัฐที่จะล้างทุจริตคอรัปชั่นนั้น จะช่วยให้มีเม็ดเงินจากการจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์นี้จะเร่งนำพ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง เข้าครม.พิจารณาอีกครั้งในสัปดาห์หน้า หลังจากที่กฤษฎีกาพิจารณาปรับแก้ไขแล้ว และนำเข้าสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป ซึ่งจะทำให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับมากยิ่งขึ้น

“การจัดซื้อจัดจ้างไม่ใช่ช่องทางเดียว ปัญหาทุจริตมีเยอะมาก มีคนบอกผมว่า ถ้ารัฐบาลกำหนดกฎเกณฑ์เกิดขึ้นหนึ่งอย่าง หรือให้ไลน์เซ็น 1 จุด คอรัปชั่นก็เพิ่มขึ้น 1 จุด คงเป็นความจริง ภาคเอกชนก็เคยเห็น สิ่งที่ดีคือ ภาคเอกชน จะต้องร่วมมือกัน คือ ต้องปลูกจิตสำนึกของคน ตั้งแต่เด็กๆ หวังเจเนอเรชั่นหน้า คนที่มีความละอาย มีจิตสำนึกมีมากขึ้น”นายอภิศักดิ์ กล่าว

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวภายหลังงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง ข้อตกลงคุณธรรม ว่า ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2559 มีโครงการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานราชการรัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่นำข้อตกลงคุณธรรมมาใช้ทั้งสิ้น 26 โครงการ จาก 24 หน่วยงาน คิดเป็นมูลค่า 55,933 ล้านบาท โดยในแต่ละโครงการมีรูปแบบการจัดซื้อจัดจ้างและดำเนินการที่ซับซ้อนแตกต่างกัน เช่น โครงการเปลี่ยนผ่านการส่งโทรทัศน์ระบบอนาล็อกสู่ระบบดิจิทัล ระยะที่ 2 และ 3 ของกรมประชาสัมพันธ์ วงเงิน 1,700 ล้านบาท

นอกจากนี้ โครงการจัดซื้อเครื่องจักรของโรงงานยาสูบแห่งใหม่วงเงิน 7,649 ล้านบาท และโครงการโรงพยาบาลผู้สูงอายุบางขุนเทียนของกรุงเทพมหานคร วงเงิน 3,011 ล้านบาท เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีผู้สังเกตการณ์อยู่ในบัญชีรายชื่อรวมทั้งสิ้น 100 ราย ทั้งนี้ กรมบัญชีกลางในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตอยู่ระหว่างการจัดเตรียมการคัดเลือกโครงการที่จะจัดทำข้อตกลงคุณธรรมสำหรับปีงบประมาณ 2560 ต่อไป

“กรมฯได้นำข้อตกลงคุณธรรมมาไว้ในร่างพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐพ.ศ.... เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เกิดความโปร่งใส เป็นธรรมในการแข่งขัน รวมทั้งทำให้เกิดความเชื่อมั่นและส่งเสริมการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งในอนาคตกรมบัญชีกลางก็พร้อมที่จะพัฒนาระบบการจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใส ทันสมัย และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป” นายมนัส กล่าว