วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยังอยู่ในช่วงพักฐาน

หาจังหวะซื้อเมื่อดัชนีย่อลง เก็บสะสมหุ้นมีพื้นฐานดีโดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร ท่องเที่ยว รับเหมา

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้  :  ยังอยู่ในช่วงพักฐาน

SET ยังอยู่ในช่วงพักฐานหลังจากปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนจนใกล้เป้าที่ตลาดส่วนใหญ่คาดที่ 1450 จุด โดยในระยะสั้นเรายังไม่เห็นปัจจัยใหม่ๆ ในประเทศ ส่วนปัจจัยต่างประเทศตลาดจะมองไปที่ราคาน้ำมันซึ่งมีโอกาสปรับตัวลดลงต่อเนื่องในช่วงสั้นๆ จาก OPEC ที่มีแนวโน้มคงการผลิตในระดับเดิมหลังการประชุมที่เวียนนาในวันนี้ ในส่วนปัจจัยบวกจะเป็นส่วนของการประชุม ECB ในวันนี้ ซึ่งอาจจะมีการปรับเพิ่มประมาณเงินเฟ้อและการเติบโตหลัง OECD ปรับเพิ่มประมาณการ GDP ในกลุ่มยูโรโซนเป็น 1.6% จาก 1.4% ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นและช่วยพยุง SET ไม่ให้ปรับตัวลงมากนัก

แนวรับ/แนวต้าน : 1400/1420 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 50% : พอร์ตหุ้น 50%

กลยุทธ์ : หาจังหวะซื้อเมื่อดัชนีย่อลง เก็บสะสมหุ้นมีพื้นฐานดีโดยเฉพาะในกลุ่มธนาคาร ท่องเที่ยว รับเหมา และขายทำกำไรในกลุ่มพลังงาน

หุ้นแนะนำ

SCB (150) : จากปัจจัยพื้นฐานของธนาคารที่ดีเราจึงคาดว่ารายได้ของธนาคารจะยังเติบโตขึ้นจากการลงทุนของภาครัฐและเอกชนในช่วงครึ่งปีหลัง แม้ในสถานการณ์ที่สภาวะเศรษฐกิจอ่อนตัวลงคุณภาพทรัพย์สินที่ส่งสัญญาณฟื้นตัวขึ้นในช่วงที่ผ่านมาน่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้ credit cost กลับมาอยู่ในระดับปกติ นอกจากนี้ SCB ยังเป็นหุ้นในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ที่จ่ายปันผลโดดเด่นที่ระดับ 4%

IFEC (7.2) : IFEC จัด site visit ที่รร.ดาราเทวี เมื่อเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา มีนักข่าวและนักวิเคราะห์ไปรวมกว่า 40 คน ซึ่งโดยรวมมี feedback ค่อนข้างดี คาดธุรกิจโรงแรมจะปลดหนี้หมดในปีนี้พร้อมจะกระจายหุ้นเข้าตลาด ในส่วนธุรกิจพลังงานทดแทนคาดจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 100mw จากปัจจุบัน 39mw ภายในสิ้นปีนี้ และอาจจะมีดีลใหญ่ใน 2-3 เดือนข้างหน้า เราคาดตลาดจะมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิและราคาเป้าหมายขึ้น

CK (35.5) : คาดกำไรไตรมาส 2/59 โดดเด่นอย่างมาก เนื่องจากอาจมีการรับรู้งานส่วนเพิ่มเติมในโครงการเขื่อนไซยะบุรีมูลค่ากว่า 1.4 หมื่นล้านบาท (ปกติรายได้ประมาณไตรมาสละ 9 พันล้านบาท) อีกทั้งคาดว่าจะมีงานประมูลของทางภาครัฐและเอกชนออกมาเรื่อยๆไม่ว่าจะป็นโครงการรถไฟฟ้าสายสี ส้ม เหลือง ชมพู และสุวรรณภูมิเฟส 2 นอกจากนี้ CK ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นผู้ถือใหญ่ในบริษัทฯ BEM CKP และ TTW ซึ่งอยู่ในอุตสาหกกรมที่แข็งแกร่งและมีแนวโน้มเติบโต

KCE (91) : ได้ผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนเนื่องจากส่งออกกว่า 95% และยังมีลุ้นเข้าเทรดในกลุ่ม SET50 กลางปีนี้ อีกทั้งคาดผลประกอบการจะเติบโตต่อเนื่องอย่างน้อยจนถึง 3Q59 เนื่องจากแนวโน้มคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากการลดราคาสินค้า ซึ่งจะไม่กระทบต่ออัตรากำไรขั้นต้นเนื่องจากประสิทธิภาพของเครื่องจักรในโรงงานใหม่ที่ดีขึ้นและผลแห่งการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale)



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

- แบงก์ชาติห่วงแรงส่งเศรษฐกิจยังไม่เข้มแข็ง แม้ฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ส่งออกหดตัว ฉุดความเชื่อมั่นลงทุน เตือนผู้ประกอบการเกาะติดทุนเคลื่อนย้าย-อัตราแลกเปลี่ยนใกล้ชิด ชี้แนวโน้มบาทอ่อนค่าในไตรมาส 3 หลังเฟดขึ้นดอกเบี้ย ขณะโออีซีดีเตือนโลกเสี่ยงติดกับดักการเติบโตต่ำ ธุรกิจขาดแรงจูงใจลงทุน

- ภัยแล้งดันเงินเฟ้อพุ่ง พ.ค.เพิ่ม 0.46% สูงสุดรอบ 17 เดือน พาณิชย์คงประมาณการทั้งปีไว้ที่ 0.0-1.0% พร้อมทั้งยันไม่ติดลบ ขนร้านหนูณิชย์ทั่วไทยมาขายในกรุง คาดลดค่าครองชีพได้ 40-50 ล้านบาท

+ ท่องเที่ยวบูม “แอคคอร์โฮเทล” เครือโรงแรมโลก เดินกลยุทธ์รั้งแชมป์ตลาดไทยรุกแบรนด์ครบอคลุมทุกตลาด 4 เดือนแรกเปิดรวด 5 โรงแรม สานแผนขยายโรงแรมใหม่เพิ่มอีก 17 แห่ง ดันโรงแรมเพิ่มเป็น 78 แห่งในไทย แจง “เมียนมา” คู่แข่งท่องเที่ยวไทยในอนาคต เหตุตัวเลขนักท่องเที่ยวพุ่ง ขณะโรงแรมในเมียนมาเริ่มล้นตลาด ราคาห้องพักปรับลง 10%

+ นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า จากมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่กำหนดให้ กฟผ.ศึกษารายละเอียดการก่อสร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) ลอยน้ำ ปริมาณ 5 ล้านตัน กฟผ.จะศึกษาแนวทางลงทุน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมภายใน 1-2 ปี และก่อสร้างอีกประมาณ 3 ปี เสร็จปี 2563-2564 เบื้องต้นกำหนดพื้นที่ก่อสร้างแล้ว บริเวณอ่าวไทยตอนบน ตามแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการขยายความพร้อมรองรับการใช้ก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (พีดีพี) ที่ประเมินความต้องการใช้ช่วยปลายแผนปี 2579 อยู่ที่ 22 ล้านตันต่อปี

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดบวก 2.47 จุดหรือ 0.01% สู่ 17,789.67 จุด.

ตลาดหุ้นสหรัฐปิดบวกเล็กน้อยหลังปรับตัวผันผวนในวันพุธ ขณะที่ดัชนี Nasdaq ปิดบวกเป็นวันที่ 6 ติดต่อกัน โดยได้แรงหนุนจากข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐที่ขยายตัวเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันในเดือนพ.ค. และราคาหุ้นฟื้นตัวตามราคาน้ำมัน

- ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดร่วงลง 279.25 จุด หรือ 1.62% มาที่ 16,955.73 จุด

ดัชนีนิกเกอิที่ตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดร่วงลง หลังจากเยนแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ดอลลาร์ร่วงต่ำกว่าระดับ 110 เยน ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวโน้มผลกำไรสำหรับผู้ส่งออกและหุ้นญี่ปุ่นอื่นๆที่ได้อานิสงส์จากเยนที่อ่อนค่า

+ ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปิดตลาดขยับลงในวันพุธ หลังจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์เผชิญกับแนวต้านทางเทคนิคที่ระดับราว 50 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันดิบลด

ช่วงติดลบกลับขึ้นมาได้เกือบหมดก่อนปิดตลาด หลังจากแหล่งข่าวกล่าวว่า กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) มีแนวโน้มที่จะพิจารณาเรื่องการควบคุมปริมาณการผลิตในการประชุมกลุ่มโอเปก ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนก.ค.ร่วงลง 9 เซนต์ มาปิดตลาดที่ 49.01 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากเคลื่อนตัวในช่วง 47.75-49.25 ดอลลาร์