หุ้นที่ยังคงปรับตัวขึ้นช้ากว่าหุ้นอื่นในกลุ่มเกษตรและอาหาร
ประเด็นการลงทุน
เรามองว่าหุ้น GFPT ยังคงเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นได้ช้ากว่าหุ้นอื่นในกลุ่มเกษตรและอาหาร เนื่องจากราคาไก่ในประเทศที่ยังคงทรงตัว ราคาหุ้นของ GFPT จะมีความแปรผันโดยตรงอย่างมากกับราคาไก่ในประเทศ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราก็ยังเชื่อว่าราคาไก่ในประเทศน่าจะมีแนวโน้มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 2/59 จนถึงปลายปี 2559 เนื่องจากจำนวนลูกเจี๊ยบที่ลดลง (ซึ่งส่งผลให้ทั้งราคาลูกเจี๊ยบและราคาไก่แก่ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา) การบริโภคเนื้อไก่ที่มีแนวโน้มดีขึ้น และราคาหมูที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรง การเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดของส่วนแบ่งกำไรสุทธิจากบริษัทร่วมซึ่งได้แก่ จีเอฟเอ็นและแม็คคีย์จะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลให้กำไรสุทธิของ GFPT ในปี 2559 ยังคงเติบโตแข็งแกร่ง นอกเหนือจากปริมาณยอดส่งออกของ GFPT ทีมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ เนื่องจากราคาหุ้นที่ถูกมาก ณ ปัจจุบันและอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิปี 2559 ในระดับที่ยังคงแข็งแกร่ง
จำนวนลูกเจี๊ยบที่ลดลงจะเป็นปัจจัยหนุนราคาไก่ให้ปรับตัวสูงขึ้นใน 2-3 เดือนข้างหน้า
ถึงแม้ว่าราคาไก่ในประเทศจะทรงตัวในกรอบ 37-38 บาท/กก. ตั้งแต่ช่วงเดือนม.ค.2559 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการบริโภคเนื้อไก่ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ (แต่อุปทานไก่ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัว) เราเชื่อว่าน่าจะมีสัญญาณของการฟื้นตัวของราคาไก่ในประเทศภายในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาลูกเจี๊ยบ (มาอยู่ที่ 12.5 บาท/ตัวในเดือนพ.ค. จาก 10.5-11 บาท/ตัวในเดือนมี.ค.) รวมถึงการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดของราคาหมู (ซึ่งถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ทดแทนกับเนื้อไก่) อุปทานไก่ที่เสียหายจากการระบาดของโรคในไก่ และราคาไก่แก่ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมา (เนื่องจากปริมาณลูกเจี๊ยบที่ลดลง) เรามองว่าราคาไก่ในประเทศมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 40 บาท/กก. จากไตรมาส 2/59 ไปจนถึงสิ้นปี 2559 เนื่องจากอุปทานไก่ที่ลดลงไปบ้างจากเดิม ราคาไก่ในประเทศที่ปรับตัวสูงขึ้นจะส่งผลให้ราคาขายชิ้นส่วนไก่ในประเทศปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
ปัจจัยหนุนกำไรปี 2559—กำไรหลักของจีเอฟเอ็นและแม็คคีย์ที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด
เราคาดกำไรสุทธิปี 2559 ของแม็คคีย์ที่ 400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% YoY ถ้าไม่รวมรายการกำไรพิเศษที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในไตรมาส 4/58 กำไรหลักของแม็คคีย์ปี 2559 มีแนวโน้มเติบโตก้าวกระโดดสูงถึง 48 % YoY เราคาดกำไรสุทธิของจีเอฟเอ็นที่ 400 ล้านบาทเช่นกันสำหรับปี 2559 เพิ่มขึ้นก้าวกระโดดสูงถึง 196% YoY ดังนั้นเราจึงคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทั้งสองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 57% YoY ในปี 2559 กำลังการผลิตของแม็คคีย์และจีเอฟเอ็นสำหรับไก่ปรุงสุกอยู่ที่ 25,000-30,000 ตัน/ปี และ 43,000 ตัน/ปี ตามลำดับ
กำไรสุทธิของแม็คคีย์ที่เพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากปริมาณยอดส่งออกของแม็คคีย์ที่เพิ่มสูงขึ้น (จาก 6 พันตันมาอยู่ที่ 7.5-8 พันตัน) และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวสูงขึ้น (เนื่องจากการเพิ่มประสิทธิภาพของขบวนการผลิต และผลผลิตที่ได้รับแต่ละช่วงเวลาหนึ่งที่เพิ่มขึ้น) ในขณะที่กำไรสุทธิของจีเอฟเอ็นที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการเพิ่มสัดส่วนของไก่ปรุงสุกให้มากขึ้น ขณะนี้แม็คคีย์กำลังดำเนินการสร้างโรงงานไก่ปรุงสุกแห่งใหม่ซึ่งมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 25,000-30,000 ตัน/ปี และคาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องและผลิตได้ในช่วงไตรมาส 4/60 ซึ่งจะส่งผลให้กำลังการผลิตของแม็คคีย์เพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวเป็น 50,000-60,000 ตัน/ปี ส่วนจีเอฟเอ็นกำลังอยู่ในช่วงของการพิจารณาเพิ่มสายการผลิตที่ 5 (ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 17,000-19,000 ตัน/ปี) และกำลังรออนุมัติจากบอร์ดของนิชิเรย์ซึ่งคาดว่าจะเป็นในช่วงปลายปี 2559 เราไม่ได้มีความกังวลว่าจะมีอุปทานไก่เพิ่มขึ้นจากการเพิ่มกำลังการผลิตของทั้งจีเอฟเอ็นและแม็คคีย์ เนื่องจากทั้งสองบริษัทมีฐานลูกค้าส่งออกที่รองรับแน่นอน
ราคากากถั่วเหลืองที่จะเพิ่มสูงขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2559—ไม่ได้เป็นปัจจัยน่ากังวลมากนัก
ผลกระทบจากภัยแล้งแทบจะไม่มีเลยกับราคาข้าวโพดในประเทศ (ราคา ณ ปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่ 8.70 บาท/กก.) แต่ถึงแม้ว่าราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นแรงจาก 8.5 เหรียญ/บูเชลในเดือนมี.ค 59 มาอยู่ที่ 10.9 เหรียญ/บูเชล ณ ปัจจุบัน แต่ก็ยังไม่มีปัจจัยอะไรอย่างชัดเจนที่จะส่งผลให้ราคากากถั่วเหลืองในประเทศเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากมีความล่าช้าของระยะเวลาในการปรับราคาขายกากถั่วเหลือง แต่ถึงแม้ว่าราคากากถั่วเหลืองในประเทศจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในครึ่งหลังของปี 2559 เรายังคงคาดว่าราคาเฉลี่ยของกากถั่วเหลืองในปี 2559 มีแนวโน้มอยู่ที่ 16.5 บาท/กก. ซึ่งยังคงถือว่าใกล้เคียงกับปี 2558 กากถั่วเหลืองคิดเป็นประมาณ 30% ของต้นทุนวัตถุดิบและ 20% ของต้นทุนการขาย








