สรรพากรแจงรายละเอียด เงื่อนไขสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อส่งเสริมการลงทุน ระบุต้องเข้าข่ายการลงทุน 4 ประเภท
นายชุมพร เสนไสย นิติกรเชี่ยวชาญ กรมสรรพากร เปิดเผยรายละเอียดกรณีการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 พ.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้ปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศว่า การปรับปรุงมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 604) พ.ศ. 2559 ที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2558
ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 8 ธันวาคม 2558 ดังกล่าว กำหนดให้การลงทุนในทรัพย์สินประเภทต่าง ๆ ระหว่างวันที่ 3 พ.ย.2558- 31 ธ.ค. 2559 สามารถหักรายจ่ายได้เป็นจำนวน 2 เท่า แต่มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ ได้ปรับปรุงเงื่อนไขในส่วนของทรัพย์สินประเภทเครื่องจักรและอาคารถาวรจาก "ต้องได้ทรัพย์สินนั้นมาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค.2559" เป็น “ไม่จำเป็นต้องได้ทรัพย์สินนั้นมาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้ภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2559 แต่ให้เริ่มใช้สิทธิเมื่อได้ทรัพย์สินนั้นมาและอยู่ในสภาพพร้อมใช้การได้แล้ว
การดำเนินการดังกล่าว จะทำให้การลงทุนในเครื่องจักรและอาคารถาวรขนาดใหญ่ ซึ่งใช้เวลาในการติดตั้งหรือก่อสร้างนานกว่าการลงทุนในทรัพย์สินประเภทอื่น ๆ ได้รับสิทธิตามมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศ”
ทั้งนี้ เขาชี้แจงว่า ทรัพย์สินในการลงทุนที่สามารถนำมาหักรายจ่ายได้ 2 เท่า มีอยู่ 4 ประเภท คือ 1.เครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์ 2.โปรแกรมคอมพิวเตอร์ 3.ยานพาหนะ เช่น รถยนต์นั่ง หรือ รถตู้ที่นั่งไม่เกิน 10 คน แต่ไม่รวมกิจการประเภทให้เช่ารถยนต์ และ 4.อาคารถาวร
"ตามเกณฑ์มีเงื่อนไขว่า ทั้ง 4 กลุ่มนี้ จะต้องจัดซื้อจัดจ้างและชำระเงินภายในเวลาที่กำหนด คือ ระหว่างวันที่ 3 พ.ย.2558 ถึง 31 ธ.ค.2559 โดยนำเงินที่ใช้ในการจัดซื้อมาหักเป็นรายจ่ายได้ตามจำนวนที่ใช้ไป โดยให้เฉลี่ยหักได้ตามรอบบัญชีที่กำหนด กล่าวคือ กรณีของเครื่องมือ เครื่องจักร ,ยานพาหนะ หักได้ 5 รอบบัญชี กรณีของโปรแกรมคอมพิวเตอร์หักได้ 3 รอบบัญชี และ กรณีของอาคารถาวรหักได้ 20 รอบบัญชี”
ผู้ประกอบการที่ขอหักลดหย่อนเป็นรายจ่าย จะต้องไม่เข้าโปรแกรมสิทธิประโยชน์ทางภาษีใดๆจากภาครัฐ เช่น หากได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจากบีโอไอ หรือ ได้รับสิทธิประโยชน์ภาษีในกลุ่มสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการจะไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีในกรณีนี้ได้
"บริษัทที่จะเข้าข่ายได้รับลดหย่อนรายจ่ายนี้ ยังมีอยู่จำนวนมาก หรือ ราว 7 แสนราย โดยรวมถึงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่ส่วนใหญ่จะไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี หรือ บริษัทนอกตลาดที่ยังไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากมาตรการใด ฉะนั้น การออกมาตรการเหล่านี้ ก็จะช่วยส่งเสริมขีดแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการ






