ไตรมาส1 คือจุดต่ำสุด...เข้าสู่ขาขึ้นในช่วงที่เหลือ
ประเด็นการลงทุน
เรายังคงมั่นใจในศักยภาพของ BKD หลังจากประชุมกับผู้บริหาร รวมทั้งมองว่าผลประกอบการได้ผ่านจุดต่ำสุดใน 1Q16 ไปแล้ว โดย backlog ในมือกว่า 1,600 ล้านบาท รองรับการเติบโตราว 40% เอาไว้แล้ว ประกอบกับแนวโน้มกำไรจะดีขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ 2Q16 และคาดกำไรจะทำจุดสูงสุดใหม่ใน 3Q16 นี้จากอัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้นและการกลับรายการหนี้สูญมาเป็นกำไร
เราคงแนะนำ “ซื้อ” คาดปัจจัยหนุนราคาหุ้นจะมาจากการประกาศรับงานเพิ่ม คาดจะหนุนให้บริษัทมี backlog เพียงพอสำหรับการเติบโตอีก 20% ในปีหน้า ในขณะที่ราคาหุ้นที่เทรดเพียง P/E 15 เท่า (เทียบเท่าค่าเฉลี่ย -1SD) และคาดกำไรปีนี้โต 34%
กำไรอยู่ในขาขึ้นนับแต่ 2Q16 เป็นต้นไป
คาดกำไร 2Q-3Q16 จะกลับมาอยู่ในระดับสูงราว 50-60 ล้านบาท จากการรับรู้รายได้โครงการต่างๆอย่างรวดเร็วตามรูปแบบ S-curve โดยเฉพาะโครงการตกแต่งอาคารของ กทม. มูลค่าราว 800 ล้านบาท ที่จะมีการเร่งโครงการให้เสร็จภายในปีนี้ (จากเดิมกลางปีหน้า) และยังมีโครงการห้างล็อตเต้และโรงแรมมาริออท ที่จะเข้าสู่ช่วงการรับรู้รายได้ในช่วง 2Q16 เป็นต้นไป และคาดจะมีมีการกลับรายการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ มาเป็นกำไร 28 ล้านบาท ใน 3Q16 นี้ หลังจากที่มีการปิดโครงการเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งเป็นโครงการภาครัฐและหากอิงจากในอดีตบริษัทจะมีการเรียกเก็บเงินได้ในช่วงต่อมา
Backlog เพียงพอสำหรับการเติบโต 40% ในปีนี้ …
ปัจจุบันบริษัทมี backlog ในสูงราว 1,600 ล้านบาท ซึ่งคาดบริษัทจะรับรู้รายได้ในช่วง 2Q-4Q16 ราว 1,300 ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งรองรับรายได้ปีนี้ที่เราคาดการณ์ว่าจะโตราว 40% เอาไว้เกือบ 100% แล้ว โดยในช่วง1Q-2Q16 บริษัทได้รับงานโครงการใหม่เพิ่มขึ้น 3 โครงการ มูลค่ารวมราว 100 ล้านบาท ได้แก่ โครงการตกแต่งห้องพักแขก โรงแรม Marriott Queen’s Park, โครงการของกรมสรรพากร และ โครงการรับเหมาตกแต่งแมนชั่น
... และเตรียมรับงานเพิ่ม รองรับการเติบโตปีหน้าอีก 20%
คาดบริษัทจะได้รับงานเพิ่มอีกราว 1,500 ล้านบาท ในช่วง 3Q16 นี้ จากงานประมูลที่คาดว่าจะได้รับ (Potential bidding) ราว 3,000 ล้านบาท โครงการรับเหมาตกแต่งโรงแรม ออฟฟิศ โรงพยาบาล และห้างสรรพสินค้า ซึ่งบริษัทมองว่ามีโอกาสชนะสูงเนื่องจาก BKD มีความชำนาญงานทุกรูปแบบ อิงจากสถิติในอดีตบริษัทจะได้รับงานราว 50% ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีงานมากเพียงพอรองรับการเติบโตของรายได้ 20% ในปีหน้าปีเป็น 1,900 ล้านบาท
ไม่มี CAPEX ขนาดใหญ่ หนุนเงินปันผลมีโอกาสมากกว่าคาด
คาดเงินปันผลอาจสูงถึง 4.5% (อิงจาก payout ratio ราว 70% เหมือนในปีที่แล้ว) เพราะบริษัทไม่มีความจำเป็นต้องใช้งบลงทุนขนาดใหญ่ในการขยายงาน โดยโรงงานปัจจุบันสามารถรองรับการเติบโตได้อีกหลายปี และสำหรับที่ดินใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว (คูคต) มูลค่า 614 ล้านบาท ที่บริษัทมีแผนจะซื้อในปีนี้ คาดไม่กระทบต่อศักยภาพในการจ่ายเงินปันผลของบริษัท เพราะบริษัทจะใช้เงินสดในปัจจุบันซื้อ ซึ่งยังไม่รวมถึงกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปี







