วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (24 พ.ค.59)

กลัว Fed ขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น

คาดหุ้นไทยปรับตัวลงต่อวันนี้ตามทิศทางของตลาดหุ้นส่วนใหญ่ทั่วโลก จากทีท่าของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ Fed ที่เรียงหน้ากันพูดถึงการจะปรับดอกเบี้ยขึ้นในเดือน มิ.ย. และอีก 2-3 ครั้งในช่วงที่เหลือของปีนี้ เสริมปัจจัยลบด้วยตัวเลขดัชนี PMI สำหรับสหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่น ล้วนบ่งชี้เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในเดือน พ.ค. ยกเว้นเยอรมันที่ขยายตัวดีขึ้น ปัจจัยภายในประเทศวันนี้ไม่อาจต้านทานกระแสลบของโลกได้ แต่การที่สหภาพยุโรปให้เวลาไทยแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายอีก 6 เดือน ทำให้คลายความยากลำบากในอุตสาหกรรมประมง ชาวประมงไทยและผู้เกี่ยวข้องในระดับรากหญ้า


หุ้นเด่นวันนี้: CKP (ราคาปิด 2.18 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS 3.25 บาท)

เราเลือกบมจ. ซีเค พาวเวอร์ เป็นหุ้นเด่นในวันนี้ด้วยกลยุทธ์ Defensive play ท่ามกลางภาวะความไม่แน่นอนของตลาดในปัจจุบัน ประกอบกับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานในปีนี้จากสถานการณ์ที่เป็นลบจากภัยแล้งเมื่อปีที่แล้ว โดยล่าสุดผู้บริหารเปิดเผยว่าปริมาณน้ำไหลเข้าสู่อ่างเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 กำลังการผลิต 615 เมกะวัตต์ปัจจุบันกำลังฟื้นตัวและทยอยเพิ่มมากขึ้นในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งมาพร้อมกับหน้าฝนที่กำลังจะมาถึง รวมไปถึงความคาดหวังของปรากฎการณ์ La Nina ต่อจากนี้ในระยะยาวหลังจากผ่านพ้นช่วง El Nino ที่กำลังจะหมดลง ขณะที่ผลประโยชน์จากต้นทุนก๊าซฯ ที่อยู่ในระดับต่ำของโรงไฟฟ้าโคเจน กำลังการผลิต 117.5 เมกะวัตต์ จะเริ่มรับรู้อย่างเต็มที่ในปีนี้ ซึ่งทั้งหมดนี้เราเชื่อว่าจะช่วยให้กำไรสุทธิของ CKP ปีนี้ฟื้นตัวโดดเด่น 35% จากปีที่แล้ว ขณะที่แนวโน้มในระยะยาวยังคงสดใส โดยเราคาดหวังจะเห็นการทำระดับสูงสุดใหม่ของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่องด้วยอัตราการเติบโตทบต้นต่อปีเฉลี่ย (CAGR) ที่ 31% แตะระดับ 2.0 พันลบ. ในปี 2563 จากการทยอยผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ของโครงการโรงไฟฟ้าในมือที่อยู่ในช่วงของการก่อสร้างและพัฒนากว่า 1,560 เมกะวัตต์ ซึ่งจะแล้วเสร็จทั้งหมดในปี 2563 โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี (1,280 เมกะวัตต์) ซึ่งปัจจุบันมีความคืบหน้าไปมาก ในส่วนของ Price Pattern ของ CKP ยังคงมีความแข็งแกร่งทั้งในระยะสั้นและระยะกลางจากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal โดย ยังคงรอการกลับมาเกิด Monthly Buy Signal หากสามารถปิดตลาดรายเดือน ได้เหนือ 2.28 บาท ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ CKP ที่ปัจจุบันมีความแข็งแกร่งจากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal นั้น คาดว่ามีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 2.38 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 2.68 บาท ตามลำดับ โดย CKP มีจุด Stop Loss ระยะสั้นในรอบนี้อยู่ที่ 2.12 บาท (แนวต้าน: 2.20, 2.22, 2.26; แนวรับ: 2.16, 2.14, 2.10)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• ไทยได้เวลาเพิ่มหกเดือนจัดการประมงผิดกฎหมาย สหภาพยุโรป (อียู) ตัดสินใจให้เวลาไทยอีกหกเดือนในการจัดการปัญหาประมงผิดกฎหมายก่อนจะมีการประเมินในครั้งหน้า กล่าวโดยรองนายกรัฐมนตรี นายประวิตร วงษ์สุวรรณ นับว่าเป็นข่าวดีเนื่องจากอียูยังไม่ได้ให้ใบแดงแก่ไทย แม้ว่ายังคงมีปัญหาในหลายประเด็น แต่อียูได้ประเมินว่ารัฐบาลไทยได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่อย่างเต็มที่ (Bangkok Post)

• ลดหย่อนกฎการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม กรมสรรพากรได้ผ่อนคลายกฎที่เกี่ยวกับการคืนภาษีมูลค่าเพิ่มแก่นักท่องเที่ยว (VAT) สำหรับผู้ประกอบการที่ขายสินค้าและบริการแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติด้วยการยกเลิกการกำหนดทุนจดทะเบียนของบริษัทขั้นต่ำ ซึ่งก่อนหน้าถูกกำหนดไว้ที่ 2 ล้านบาทหากตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ และ 5 แสนบาทสำหรับผู้ที่อยู่ในต่างจังหวัด (Bangkok Post)

• ADVANC(151 บาท, ซื้อ, ราคาเป้าหมาย 195 บาท) ได้ผ่านคุณสมบัติเบื้องต้นในการเป็นผู้ประมูลใบอนุญาต 900 เมกะเฮิร์ตซ์ในวันศุกร์ อีกด้านหนึ่งก็ได้ร่วมมือกับ 20 หอพักราว 4,700 ยูนิตใกล้มหาลัยเพื่อเปิดตัวอินเทอร์เน็ตตามสายแบบพรีเพด ที่เรียกว่า AIS Fibre Dorm Net คาดว่าจะมีลูกค้าอินเทอร์เน็ตตามสายได้ 4 แสนรายและคาดสัดส่วน 10% จะเป็นลูกค้าพรีเพด (The Nation) ความเห็น: เป็นก้าวที่ดีในการครองตลาดทั้งอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงตามสายและมือถือ

ต่างประเทศ

• คณะกรรมการเฟดต่างออกมาหนุนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันจันทร์ โดยนายแพทริค ฮาร์เกอร์ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดเฟียให้ความเห็นว่าเฟดควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงกลางเดือนมิ.ย. นอกเสียจากว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะหลุดจากเส้นทางที่เป็นบวก ส่วนนายจอห์น วิลเลียม ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกมองว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 2-3 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ นักลงทุนจะรับฟังเงื่อนงำความตั้งใจของเฟดอีกครั้ง จากคำแถลงของนางเจเน็ต เยลเลน ประธานเฟดในวันศุกร์นี้ นอกจากนี้ พวกเขาจะรอดูประมาณการจีดีพีสหรัฐในไตรมาส 1/59 ครั้งที่ 2 ในวันเดียวกันอีกด้วย (Reuters)

• ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นแตะใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนให้น้ำหนักมากขึ้นว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐจะเพิ่มขึ้นในไม่ช้านี้ ผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีอยู่ที่ 0.905% ใกล้ระดับดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนที่ 0.920% ส่วนราคาพันธบัตรอ้างอิงอายุ 10 ปีปิดเพิ่มขึ้น 4/32 และผลตอบแทนอยู่ที่ 1.835% ลดลง 0.01% จากเมื่อวันศุกร์ (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นเทียบกับเงินยูโรเมื่อวันจันทร์ หลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายได้ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับนโยบายทางการเงินในเชิงคุมอัตราเงินเฟ้อ แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับเงินเยนเนื่องจากข้อมูลการค้าของญี่ปุ่นและการต่อต้านของสหรัฐต่อการแทรกแซงค่าเงินเยนของญี่ปุ่น เงินยูโรล่าสุดปรับตัวลง 0.29% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐที่ระดับ 1.1190 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนดอลลาร์สหรัฐล่าสุดปิดลดลง 0.71% อยู่ที่ 109.36 เยน (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดลดลงเมื่อวันจันทร์ จากความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น (Reuters)

• ภาคการผลิตสหรัฐได้คืบเข้ามาใกล้ภาวะชะลอตัวในเดือนพ.ค. จากรายงานดัชนี Markit Flash Manufacturing PMI จัดทำโดยสถาบันข้อมูลทางการเงินมาร์กิตว่าดัชนีดังกล่าวอยู่เหนือระดับ 50.0 เพียงเล็กน้อยที่ 50.5 ลดลงมาจากระดับ 50.8 ในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าภาวะธุรกิจโดยรวมดีขึ้นเล็กน้อยซึ่งนับว่าต่ำสุดนับแต่เศรษฐกิจเริ่มปรับตัวดีขึ้นในเดือน ต.ค. 52 (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันจันทร์ปรับตัวลดลง นำโดยการลดลงของตลาดหุ้นเยอรมนีที่ปรับตัวลดลง 0.74% ขณะที่ดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศสปรับตัวลดลง 0.66% และดัชนี FTSE 100 ในลอนดอนปรับตัวลดลง 0.32%(Reuters)

• Markitรายงานดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและการบริการในยูโรโซนเดือน พ.ค. อ่อนตัวลง อยู่ที่ระดับ 52.9 จาก 53.0 ในเดือน เม.ย. ก่อนหน้า นับเป็นการส่งสัญญาณถึงการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ช้าลง นอกจากนี้หากเทียบจากตัวเลขในไตรมาส 1 ซึ่งอยู่ที่ 53.2 แล้วพบว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเห็นตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในไตรมาส 2 (Markit)

• ตัวเลขเศรษฐกิจเยอรมนีที่แข็งแกร่ง ดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและบริการของเยอรมนีในเดือน พ.ค. พุ่งขึ้นแตะ 54.7 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบห้าเดือน จากระดับ 53.6 ในเดือนเม.ย. โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งภาคการผลิตและภาคบริการที่ขยายตัวแข็งแกร่ง (Markit)

• เยอรมัน มูดี้ส์ลดอันดับความน่าเชื่อถือธนาคารดอยซ์เยอรมันในวันจันทร์ที่ผ่านมาสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือมูดี้ส์ได้ปรับลดลงอันดับความน่าเชื่อถือตราสารหนี้ไม่มีหลักประกันของธนาคารดอยซ์แบงก์เอจีของประเทศเยอรมันนีจากลงไปสองขั้นสู่Baa 2 แต่ยังสูงกว่าระดับ Junk ท่ามกลางภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำ (The Wall Street Journal)


เอเชีย:

• ญี่ปุ่น PMI ภาคการผลิตของญี่ปุ่นร่วงเร็วในเดือน พฤษภาคม Markit Flash สำรวจ Japan Manufacturing PMI ในเดือนพฤษภาคม อยู่ที่ 47.6 เทียบกับ 48.2 ในเดือนเมษายนเป็นสัญญาณให้เห็นการลดลงเร็วของ PMI นับตั้งแต่ ธันวาคม 2555 (Reuters)

• หุ้นจีน ปรับตัวขึ้นในวันจันทร์ ท่ามกลางการซื้อขายที่เบาบาง ตลาดยังคงแนวโน้มขาลง(Bearish) สวนรัฐบาลยืนกรานให้มีมาตรการกระตุ้นต่อไป(Reuters)

• เหล็กจีน ราคาไม่เดินหน้าต่อ ตลาดฟิวเจอร์สเหล็กและสินแร่เหล็กของจีน ลดลงไปต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมีนาคม เหล็กเส้นตลาดฟิวเจอร์สที่เซี่ยงไฮ้ ลดลงสูงสุด 6% สู่ระดับต่ำสุดของรอบการเทรด ณ 1,930 หยวน หรือ295 เหรียญสหรัฐฯ อ่อนแอที่สุดนับจาก 7 มีนาคม ที่ปรับตัวลง 5.2 % ที่ 1,947 หยวน ส่วนในตลาดDalian แร่เหล็กปรับตัวลง 6% เป็น 350 หยวนต่อตัน ต่ำสุดนับตั้งแต่ 4 มีนาคม ที่ขณะนั้นลง 5% ที่ 353.50 หยวน(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันในวันจันทร์ปรับตัวลดลง หลังจากอิหร่านยืนยันว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตและเพราะการลดลงของจำนวนแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบในสหรัฐยังคงที่หลังจากลดไปแล้ว 8 สัปดาห์ติด น้ำมันดิบเบรนท์ ลดลง 37 เซนต์ ปิดที่ 48.35 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ลดลงเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน แบบเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในกลาง เม.ย. ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลง 33 เซนต์ปิดที่ 48.08 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองคำปรับลดลงสู่จุดต่ำสุดรอบ 3 สัปดาห์ครึ่ง เมื่อคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ย แต่ราคาก็ออกมาจากจุดต่ำสุดเพราะช่วงปลายวันมีการปิดสถานะชอร์ตเข้ามาในตลาด ราคาสปอตของทองคำ]fลง 0.1% ไปปิดที่ 1,250.96 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังจากหล่นลงไปถึง 1,242.63 ดอลลาร์สหรัฐ จุดต่ำสุดนับแต่ 28 เม.ย. (Reuters)

• ทองแดงร่วงลงในวันจันทร์ สู่จุดต่ำสุดรอบ 3 เดือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ตามการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยใน มิ.ย. ทำให้กลับมากังวลเรื่องอุปสงค์ที่อ่อนแอของจีนที่เป็นผู้ใช้รายใหญ่สุด ราคาทองแดงอ้างอิงในตลาด LME ปิดลดลง 0.4 % ที่ 4,562 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน หลังลงไปแตะจุดต่ำสุดของวันที่ 4,540 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่กลาง ก.พ.59 (Reuters)