จากการรวบรวมของฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ DBSV พบว่ากำไรสุทธิงวด 1Q59 ของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเทียบ YoY
แต่ปรับขึ้น 41%QoQ เป็น 2.36 แสนล้านบาท โดยการเพิ่มขึ้นจากงวด 4Q58 เป็นผลจากฐานที่ต่ำมาก ซึ่งเกิดจากหลายบริษัทมีขาดทุนจากการตั้งสำรองด้อยค่าในทรัพย์สินและเงินลงทุนจำนวนมาก บริษัทในกลุ่มโภคภัณฑ์มีขาดทุนในสต็อกและอัตราแลกเปลี่ยน แต่ใน 1Q59 รายการหักเหล่านี้ลดลงไป
ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ DBSV ได้มีการปรับประมาณการกำไรของบริษัทที่อยู่ใน Coverage ซึ่งคิดเป็นประมาณ 70% ของ Market Cap ตลาดหุ้นไทย (ไม่รวม MAI) หลังจากจบรายงานกำไรสุทธิ 1Q59 พบว่าคาดการณ์กำไรสุทธิโดยรวมยังคงเติบโต 30%YoY (เท่ากับประมาณการก่อนรายงานผลประกอบการ 1Q59) แต่ถ้าไม่รวมกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และขนส่งพบว่าคาดการณ์กำไรสุทธิขยับขึ้นเป็นเติบโต 3.1% (จากก่อนรายงานผลประกอบการที่ 2.4%) ซึ่งก็ยังไม่มาก ทั้งนี้โครงสร้างกำไรของตลาดหุ้นไทย (SET) มาจาก 3 กลุ่มหลัก คือ พลังงาน, ธนาคารพาณิชย์ และสื่อสาร ประมาณ 50-60% ของกำไรสุทธิตลาดรวม แต่ทั้งสามกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนในจีดีพีไทยในทางตรงประมาณ 20% ทำให้ทิศทางตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้สอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างมาก แต่จะมีความเชื่อมโยงกับกำไรของหุ้นหลัก 3 กลุ่มข้างต้นมากกว่า
เรามีมุมมองที่เป็น Neutral กับตลาดหุ้นไทย ณ ระดับดัชนี 1385 จุด เพราะระดับดังกล่าวมี Upside จากดัชนีเป้าหมายเราที่ 1,480 จุด (Median+1SD) เพียง 7% เท่านั้น ทั้งนี้ปัจจัยที่เข้ามามีน้ำหนักถ่วงตลาดในช่วงครึ่งหลังของเดือนพ.ค.ถึงก่อนประชุม FOMC ในกลางเดือนมิ.ย. คือ ความกังวลเรื่องระยะเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดว่าจะเร็วและมีจำนวนครั้งในการปรับขึ้นมากกว่าที่เคยประเมินไว้ (เดิมคาดไว้ว่าจะปรับขึ้น 2 ครั้งในช่วง 4Q59) หลังจากเศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวดีและอัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นต่อเนื่อง แต่เมื่อผ่านการประชุมเฟดในวันที่ 14-15 มิ.ย.ไปแล้ว ความชัดเจนมีมากขึ้น ความกังวลก็น่าจะผ่อนคลายลง ส่วนความเสี่ยงสำคัญด้านอื่นๆ ได้แก่ ประสิทธิผลของนโยบายการเงินที่ลดน้อยถอยลง ทั้งนี้แม้ว่าหลายประเทศ (รวมทั้งไทย) จะใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายด้วยการกดอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำมากหรือติดลบแต่ก็ยังไม่สามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้มากนัก จึงหันมาใช้นโยบายการคลังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย เช่น การกระตุ้นด้วยภาษี การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ แต่นโยบายการคลังก็ทำได้จำกัดเพราะต้องอยู่บนกรอบวินัยการคลังที่ดีด้วย
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยยังมีสิ่งที่ดี คือ การเร่งพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวบริษัทจดทะเบียนเอง ที่ทำให้หลายบริษัทสามารถเติบโตได้ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกซบเซาและความผันผวนของราคาน้ำมัน & ตลาดเงิน ซึ่งมาจากการเจาะหาช่องว่างทางการตลาดในต่างประเทศ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน CLMV, การเข้าซื้อกิจการเพื่อเพิ่มการเติบโตก้าวกระโดดและสร้าง Synergies ทางธุรกิจ, การลดต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน, การปรับเปลี่ยนหรือออกผลิตภัณฑ์/บริการใหม่ๆ ที่ตอบสนองความต้องการอุปโภคและบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป, การบริหารด้านการเงินและภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นทำให้ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลดลง เป็นต้น รวมทั้งการใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ดังนั้นในเชิงกลยุทธ์ จึงยังเน้นเลือกซื้อรายบริษัท (Selective Buy)
หุ้นพื้นฐาน Top Picks ที่น่าสนใจทยอยซื้อสะสมจังหวะราคาหุ้นอ่อนตัว ได้แก่ AOT, ADVANC, AP, ERW, KBANK, BCP, PTTGC, SCC, JASIF ส่วนหุ้น Dark Horse ที่น่าสนใจเป็น PLAT, RS, FSMART, SPA, BEAUTY, ANAN, PACE, CK, LPH เป็นต้น









