กำไร 1Q59ลดลง 19%YoYและ 33%QoQคาดทั้งปีโต 18%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- กำไร1Q59ลดลง19%YoYและ33%QoQ : 1Q59 มีกำไรสุทธิ455 ล้านบาทลดลง19%YoYและ33%QoQโดยมีรายได้4,172 ล้านบาทลดลง20%YoY และ30%QoQเนื่องจากเริ่มโอนโครงการเดียว (Aspire-รัตนธิเบศร์ เฟส2)ขณะที่ในช่วง 1Q58 เริ่มโอน 2 โครงการ(Rhythm สาธรและAspire อุดร)อัตราส่วนค่าใช้จ่ายและบริหารต่อรายได้รวมเท่ากับ 19% ทรงตัวเมื่อเทียบกับ 1Q58 จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่แต่เพิ่มขึ้นจาก 17.3% ใน 4Q58 อัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 10.9% สูงกว่าระดับ 10.7% ใน 1Q58 แต่ต่ำกว่าระดับ 11.3% ใน 4Q58 ที่เป็นระดับสูงสุดรายไตรมาสของปี 58 ไตรมาสนี้มีกำไรพิเศษ 46.5 ล้านบาทจากการขายเงินลงทุน ในส่วนที่เกี่ยวกับโครงการ JV มีรายได้ค่าบริหารและขายโครงการ 85 ล้านบาทชดเชยกับส่วนแบ่งขาดทุนจำนวน 48 ล้านบาท
- คาดการณ์กำไรสุทธิปี 59เติบโต18% : ฝ่ายวิจัยประมาณการรายได้ปี 59 ราว23,667ล้านบาทใกล้เคียงกับเป้าของผู้บริหารที่ 23,700 ล้านบาทซึ่งเติบโต 9%ปลาย 1Q59 มียอดขายรอโอน (backlog)รวม 1.04 หมื่นล้านบาท(ไม่รวมโครงการ JV)ส่วนที่จะโอนในปีนี้ราว 8.5 พันล้านบาททำให้ประมาณการรายได้มีbacklog รองรับ 54%ด้วยสมมติฐานอัตรากำไรขั้นต้น 34%ประมาณการกำไรสุทธิอยู่ที่ราว 2.6พันล้านบาทเพิ่มขึ้น 18% กำไร 1Q59 คิดเป็น 17% ของประมาณการทั้งปีในปีนี้จะเริ่มโอนโครงการ JV เป็นปีแรก 3 โครงการได้แก่ Rhythm สุขุมวิท 36-38(จองแล้ว 92%) Aspire รัชดา-วงศ์สว่าง(จองแล้ว 56%) และ Aspire สาธรท่าพระ(จองแล้ว 100%)ส่งผลให้เริ่มมีส่วนแบ่งกำไรจากโครงการ JVทั้งนี้ ผลประกอบการในช่วง 2Q59 มีแนวโน้มแผ่วลงจากไตรมาสแรกเพราะมีเพียงการโอนคอนโดต่อเนื่องจากไตรมาสแรก และเริ่มปรับดีขึ้นใน 3Q59 คาดจะสูงสุดรายไตรมาสใน 4Q59 จากการเริ่มโอนคอนโดฯถึง6 โครงการ
- ยอดขาย presale ในไตรมาสแรกลดลง1.4%YoYคาดจะดีขึ้นในอนาคต : ไตรมาสแรกมียอดขาย presale ราว 4.6 พันล้านบาท คิดเป็น 15% ของเป้าทั้งปีที่ 3.1 หมื่นล้านบาท แม้ยอดขายจะลดลง 1.4%YoYจากการเปิดขายใหม่เพียง 1 โครงการแต่โครงการทาวน์เฮาส์มีสัญญาณที่ดี แนวโน้มยอดขาย presale ในช่วงเวลาที่เหลือมีแนวโน้มดีขึ้นตามจำนวนโครงการใหม่ที่จะเปิดขาย Q2เปิด6 โครงการ Q3เปิด 8 โครงการ และอีก 2 โครงการจะเปิดขายใน Q4
- แนะนำ“ซื้อ”ราคาเหมาะสม7.40 บาทสำหรับปี 58 : แนวโน้มผลประกอบในช่วงช่วงครึ่งปีหลังที่จะดีกว่าครึ่งปีแรกและ backlog ที่แข็งแกร่งในปีหน้าที่สูงถึง 1.08 ทำให้ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวยังดีในการประเมินราคาเหมาะสมซึ่งอิง Prospect PER ที่ระดับ 8เท่าได้ราคาเหมาะสมเท่ากับ7.40 บาทซึ่งยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ต่ำเพียง6.4เท่า ขณะที่ yield อยู่ในระดับที่น่าสนใจราว 5-6% ฝ่ายวิจัย แนะนำ “ซื้อ”







