"รองปลัดคลัง" โต้ข้อกล่าวหา "สตง." คืนท่อก๊าซปตท.ไม่ครบ ยืนยันทำตามคำสั่งศาลและมติครม.ครบ ชี้ศาลยืนยันหลายครั้งว่าทำเรียบร้อยตามคำสั่ง
ตามที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แถลงข่าวชี้ว่า บมจ. ปตท.คืนท่อก๊าซให้กระทรวงการคลังไม่ครบถ้วน และกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 และรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จ ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ
นายอำนวย ปรีมนวงศ์ รองปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในฐานะที่ตนเป็นผู้ถูกกล่าวหาราย ขอชี้แจงว่า ที่ผ่านมาได้ดำเนินแบ่งแยกทรัพย์สินตามคำสั่งศาลปกครองสูงสุด และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)อย่างครบถ้วน โดยศาลปกครองสูงสุดได้ยืนยันหลายครั้งแล้วว่าการดำเนินการตามคำสั่งศาลครบถ้วนเรียบร้อย
ข้อเท็จจริงคือ สตง. ได้ทำความเห็นไปยังศาลปกครองว่าการแบ่งแยกไม่ครบ แต่ศาลปกครองได้ตอบยืนยันเป็นทางการแล้วว่าการแบ่งแยกทรัพย์สินครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว ส่วนนี้สตง.จงใจปกปิดไม่ให้ข้อเท็จจริงแก่สื่อมวลชน อีกทั้งยังปกปิดความผิดของตัวเองที่รับรองงบการเงินของ ของบริษัทปตท. ที่ผ่านมาอย่างไม่มีเงื่อนไข ทั้งที่ สตง. เป็นผู้ทักท้วงว่าการแบ่งแยกทรัพย์สินยังไม่ครบถ้วน เท่ากับว่า สตง.ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จต่อ ตลท. และผู้ถือหุ้นของ ปตท. ผิดจรรยาบรรณอย่างร้ายแรงและต้องมีผู้รับผิดชอบ
อีกทั้งสตง. ได้มีหนังสือรายงานถึงหัวหน้า คสช. ว่า สตง. เห็นว่าการแบ่งแยกทรัพย์สินยังไม่ครบถ้วน ซึ่ง คสช. มีคำสั่งให้ คตง.หารือสำนักงานคณะกรรมกฤษฎีกาขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาของกฤษฎีกา ในประเด็นนี้จึงไม่มีเหตุผลใดที่ คตง. และ สตง. จะบอกว่าการโอนทรัพย์สินไม่ครบเพราะศาลปกครอง ได้ยืนยันหลายครั้งแล้วว่าครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดย่อมถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว
“การพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกายังไม่เป็นที่ยุติ แต่กลับมาสรุปเองว่า การแบ่งแยกทรัพย์สินยังไม่ครบถ้วน และใช้อำนาจกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และรายงานเท็จ พฤติกรรมของ คตง.และ สตง. ดังกล่าวเป็นการบั่นทอนขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเป็นอย่างยิ่ง”
สำหรับข้อกล่าวหาที่บอกว่าละเว้น ไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. และรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จ เนื่องจากมติครม.เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2550 ให้กระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้กรมธนารักษ์ กับปตท. แบ่งแยกทรัพย์สินให้เป็นไปตามคำพิพากษาและมติ ครม. กรมธนารักษ์จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทำการตรวจสอบและแบ่งแยกทรัพย์สินและเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ คณะกรรมการได้รายงานให้กรมธนารักษ์ทราบและขอความเห็นชอบจากผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก ครม.
โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงานได้รายงานให้ ครม. รับทราบ รายงานศาลปกครอง เพื่อพิจารณาว่าเป็นไปตามคำพิพากษาหรือไม่ และรายงาน สตง. เพื่อตรวจสอบตามมติ ครม. จึงเป็นแนวทางปฏิบัติราชการปกติทั่วไป ครม. มิได้มีมติให้ สตง. ตรวจสอบและรับรองความถูกต้องก่อน แล้วจึงให้กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลัง รายงาน ครม. หรือศาลปกครองแต่อย่างใดการดำเนินการของกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง กรมธนารักษ์ และ บมจ.ปตท. จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่ ครม.มอบหมาย และมิได้มีการรายงานข้อเท็จจริงอันเป็นเท็จแต่ประการใด
“ มติครม.ไม่ได้บอกว่าต้องให้สตง.รับรองก่อนจึงจะรายงานครม.และศาลปกครองได้ แต่สตง.อาจตีความว่าต้องให้สตง.รับรองก่อน ซึ่งการดำเนินงานตามปกติของสตง.ก็มีการตรวจสอบย้อนทีหลังอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหลังจากนี้ก็คงต้องรอหนังสือจากสตง.ที่จะส่งมาคลัง เมื่อคลังได้รับหนังสือแล้วก็คงมาตรวจสอบตามกระบวนการ”







