แพลตฟอร์มสปาร์คธุรกิจ ผูกมิตรลูกเสี่ยอาเซียน

แพลตฟอร์มสปาร์คธุรกิจ ผูกมิตรลูกเสี่ยอาเซียน

มิตรมาก่อนธุรกิจ ปรัชญาโปรแกรม YEN-D รูปแบบสร้างแพลตฟอร์ม ดึงท็อปเถ้าแก่รุ่นใหม่ "CLMV" ร่วมพลังมิตรภาพ รุกธุรกิจนอกบ้าน

เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวเชื่องช้า ล่าสุดองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกในปีนี้ เหลือ 2.4% ลดลง 0.5% เมื่อเทียบกับประมาณการครั้งก่อนที่ทำไว้เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ทว่ายังมีบางโซนของซีกโลก ที่ตลาดยังคงขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะการค้ากับเพื่อนบ้าน กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (CLMV) แม้จะมีขนาดตลาดที่ไม่ใหญ่นักก็ตาม 

ขณะที่ตามยุทธศาสตร์กระทรวงพาณิชย์มองประเทศเพื่อนบ้าน เหมือนเป็นตลาดภายในประเทศ "CLMV As Our Home Market" ยุทธวิธีเจาะลึกตลาดเพื่อนบ้านในอาเซียน ทั้งมุมการค้าและการลงทุน จึงเกิดขึ้น ..!

เพราะวัฒนธรรมและรสนิยมใกล้เคียงกัน สนิทสนมง่าย จึงคบหากันฉันมิตร จนเกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ ก่อนจะนำไปสู่การสานสัมพันธ์ต่อยอดสร้างความมั่งคั่งจากธุรกิจ

อดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ข้าราชการผู้คิดนอกกรอบ ค้นพบว่า ธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากคำว่าธุรกิจนำหน้าเสมอไป หากแต่เริ่มจากคำว่าเพื่อน

กลายเป็นที่มาของโครงการสร้างแพลตฟอร์มมิตรภาพระหว่างประเทศในอาเซียน ที่ชื่อว่า โครงการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน หรือเรียกสั้นๆ ว่า “เย็นดี YEN-D” ( Young Entrepreneur Network Development Program ) อบรมไปแล้ว 4 รุ่น ใน Season1 (ตั้งแต่กันยายน – พฤศจิกายน 2558) รวมผู้ประกอบการ 240 คน จากไทย 120 คน และจาก CLMV รวม 120 คน ประเทศละ 30 คน

อบรมจบไป 4 รุ่น 4 ประเทศ ทำให้เกิดการสร้างสายสัมพันธ์เป็นเครือข่าย บางคู่เจอคู่ค้าขณะอบรม ขณะที่บางคนเริ่มมีเครือข่ายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน พาเพื่อนคนไทยไปสำรวจตลาด ยังมีบางผู้อบรมแม้ไม่พบคู่ซี้ธุรกิจในรุ่น แต่เครือข่ายเพื่อนไทยและเพื่อนบ้าน หากันไปหาพันธมิตรข้ามประเทศ และข้ามธุรกิจ 

ผลการอบรมเกิดผลพลอยได้ จากการคุยกันผ่านความเป็นเพื่อนสรุปยอดคร่าวๆ ทำให้เกิดการเจรจาการค้าราว 1,500 ล้านบาท จาก 4 รุ่นเข้าโปรแกรม “อดุลย์” ประเมินผลลัพธ์ 

“ความเป็นเพื่อนสำคัญและเป็นพื้นฐานหลัก เมื่อเกิดการคบหาดูใจกันจนผูกมิตร เราเชื่อว่าเพื่อนจะนำธุรกิจดีๆ มาให้”

ผลตอบรับดีเกินคาดจึงขยายไปสู่ YEN-D Season 2 

เครือข่ายของ YEN-D ยังไม่ได้รับอบรมเฉพาะนักธุรกิจกับนักธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเพิ่มเครือข่ายบุคลากรภาครัฐและเอกชน เมื่อติดขัดปัญหาทางธุรกิจ นักธุรกิจจะสามารถสื่อสารตรงที่เกิดจากการต่อยอดจากคำว่าเพื่อน

นักธุรกิจเลือดใหม่ฝ่าด่านเข้าโครงการ YEN-D ได้ พวกเขาเสมือนเป็น “นักรบด่านหน้า” ของประเทศ ที่เป็นตัวแทนประเทศไปขยายเครือข่ายตลาดใน CLMV นำรายได้เข้าประเทศ คุณบัติของคนรุ่นใหม่จึงต้องเน้นคุณภาพ แบบหวังผล คัดเลือกเข้มข้นเฉพาะที่มีธุรกิจของตัวเอง และรักษาคำมั่น (Commitment) ว่าจะต้องเข้าร่วมหลักสูตรตลอด 5 วัน

ขณะที่นักธุรกิจฝั่ง CLMV พบว่า พวกเขาจะส่งกลุ่มนักธุรกิจระดับท็อปมาอบรม เช่น เจ้าของกิจการโรงแรมในลาว ผู้จัดจำหน่ายน้ำปลาทั่วประเทศกัมพูชา เป็นต้น

ดร.นพพร เรืองวานิช ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาตรี-โท ทางการบัญชี และบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ออกแบบหลักสูตร YEN-D ที่มุ่งเน้นให้โปรแกรม เป็นแพลตฟอร์มสร้างความสัมพันธ์ ไม่เน้นวิชาการ ให้นักธุรกิจผูกพันกันแบบมิตร ผ่านการปฏิบัติกิจกรรมนอกสถานที่ (Outing) ในโจทย์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน

กิจกรรมจะเป็นจุดเริ่มทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่กำลังมองหามิตรไปรุกตลาดมา สปาร์ค !!! ธุรกิจกัน

ใช้เวลาอยู่ร่วมกันอย่างเหนียวแน่นตลอด 5 วัน ตั้งแต่เช้า กลางวัน บ่าย เย็น ยันค่ำที่ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักธุรกิจที่จะไปต่อปาร์ตี้สังสรรค์ เต็มใจแฮงเอาท์หลังจบบทเรียนในแต่ละวัน รวมการใช้เวลาอยู่ร่วมกันวันละเกือบ 20 ชั่วโมง

กุญแจความสำเร็จ ที่สอดแทรกในหลักสูตร คือ การปิดดีลธุรกิจ ได้อย่างสนิทใจ

หลักการสำคัญของหลักสูตรจึงต้องสอดแทรกกิจกรรมที่เน้น เชื่อมเครือข่ายสร้างความสัมพันธ์ ( C – Connection) สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ทำให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ คิดต่อยอดการพัฒนาธุรกิจ ออกแบบธุรกิจใหม่ด้วยไอเดียตัวเอง และการใช้เครือข่ายธุรกิจที่มี การคิดกลยุทธ์ธุรกิจ และสร้างความเป็นผู้นำ (Leadership)ในการตัดสินใจ สร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจ

“หลักสูตรสนุกเต็มเปี่ยม และยังได้ผลลัพธ์ (Outcome) คือความสัมพันธ์ (Relationship) ผลผลิต (Output) คือ ตัวเลขทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการร่วมมือกัน”

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่หลักสูตรสอดแทรกตลอดเวลาคือ การสร้างแพลตฟอร์มสร้างเพื่อน Make friends แล้วเพื่อนจากรอบๆ เราจะพาเรามองไกลไปสู่การทำธุรกิจ

“แม้คนที่เข้ามาอบรมอาจจะไม่ใช่คู่ธุรกิจที่เหมาะสมกับเรา แต่คนที่มาเป็นเพื่อนเราจะเป็นตัวเชื่อมพาเราไปหาคู่ค้าที่แท้จริงได้"

-----------------------

4 ประสบการณ์ ปิดดีลค้าเถ้าแก่รุ่นใหม่

@กัมพูชา

พิมพ์มาดา กุลศิริโรจน์ ทายาทเจ้าของกิจการอะไหล่รถยนต์ แบรนด์ JJY หรือ จ.เจริญอะไหล่ยนต์ เข้าโปรแกรมYEN-D Season1 Batch รุ่นที่ 2 ไทย –กัมพูชา วันที่ 12-18 ต.ค.2558

บริษัทของแจนทำธุรกิจมากกว่า 30 ปี เริ่มรุกตลาดอาเซียนเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่ยังเจาะไม่ถึงตลาดชั้นใน เพียงแค่ส่งสินค้าขายให้กับตัวแทนจำหน่ายตามแนวตะเข็บชายแดนด้วยคำสั่งซื้อไม่มาก

เธอแนะนำตัวเองฉันชื่อ แจนเป็นภาษากัมพูชา “ขยมฉม้วกแจน” ประโยคแรกที่ได้เรียนรู้จากเพื่อนชาวกัมพูชาที่สอนภาษาให้เธอ

เธอเป็นทายาทธุรกิจ อายุเพียง 27-28 ปีที่ขาดคอนเนคชั่น และยังไม่เคยเข้าไปในกัมพูชา ความเข้าใจตลาดกัมพูชา เริ่มจากศูนย์ แต่เมื่อเข้ามาช่วยกิจการให้กับครอบครัวจึงต้องหาคีย์แมนพาไปบุกรัง ทำความรู้จักและเปิดดีล เจรจาธุรกิจกับแหล่งผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ตัวจริง โดยไม่ถูกหลอก

คำบอกเล่าเชิงลบที่เล่าต่อๆ กันมาจากนักธุรกิจไทยรุ่นพี่ที่เคยเจ็บตัวในกัมพูชา ทำให้เธอออกอาการกลัวลุยเดี่ยว เพราะหลายเรื่องราวเกิดความไว้ใจผิดที่ผิดทาง เช่น เข้าไปจดทะเบียนเผลอไปลงนามทุกอย่างเพื่อเข้าไปลงทุนตั้งโรงงาน สุดท้ายก็ยินยอมให้โรงงานที่ลงทุนไปตกไปอยู่ในกรรมสิทธิ์ของพันธมิตรร่วมทุนที่ดูแลดีทุกอย่างในช่วงแรกๆ ก่อนเสียรู้

ยังไม่รวมถึงถูกหลอกเล็กๆ น้อย เช่น การพาข้ามด่านไปหานักธุรกิจ แต่ปรากฎว่า หลังจ่ายเงินสดกลับเชิดเงินหนีไป

จึงตัดสินใจมาอบรมกับ YEN-D โปรแกรม เพราะมองว่า โปรแกรมจะพาแจนไปพบกับคู่ค้า แบบไม่เสียเงินแม้แต่บาทเดียว มีเพียงวางเงินมัดจัด 1 หมื่นบาทที่จะคืนในภายหลังเมื่อจบโปรแกรมนี้

ทว่า เธอไม่ได้คาดหวังกับโครงการนี้มากนัก

แต่ปรากฎว่า 5 วันของการอบรมได้มากกว่าคำว่า “จับคู่ธุรกิจ” เธอบอกว่าเพื่อนที่คอยดูแล รับส่ง เปิดตลาด ที่แม้เพื่อนที่ว่าไม่ได้เป็นธุรกิจที่เธอสนใจ แต่เพื่อนนักธุรกิจกัมพูชา เจ้าของกิจการรับทำความสะอาด อดีตเคยทำงานที่ค่ายรถยนต์ฟอร์ด

เพื่อนกัมพูชาจึงมีคอนเนคชั่นค่ายรถยนต์และรู้จักแหล่งตลาดรถยนต์ในกัมพูชา จึงพาไปดูแหล่งศูนย์รวมอะไหล่รถยนต์ที่คล้ายกับวรจักรในไทย

เมื่อบุกถึงรังอะไหล่รถยนต์คู่ค้าในกัมพูชาได้สำเร็จ โอกาสจึงตามมามากมาย เธอเห็นภาพทันทีว่าระหว่างที่กัมพูชากำลังเติบโต ความต้องการอะไหล่รถยนต์จะมากขึ้น โดยเฉพาะอะไหล่สำหรับรถปิ๊กอัพและรถดัมพ์สำหรับขนวัสดุก่อสร้าง ด้วยสภาพถนนขรุขระเป็นลูกรัง

ไม่เท่านั้นเธอยังชวนเพื่อนร่วมรุ่นในกลุ่มยานยนต์ รวมตัวเธอเป็น 3 คน ประกอบด้วยธุรกิจ อะไหล่รถปิ๊กอัพ ,ยางรถยนต์ และอะไหล่มอเตอร์ไซต์ จดทะเบียนตั้งบริษัทในกัมพูชา โดยมีเพื่อนในโปรแกรมนี้เป็นที่ปรึกษาทำธุรกิจในกัมพูชาคอยช่วยเหลือ

มากไปกว่านั้นยังมองไปถึงการทำแบรนด์ หรือการหาแหล่งผลิตใหม่ๆ ที่เป็นฐานการผลิตต้นทุนต่ำ ทำให้สินค้าแข่งขันได้

ในเวลาเดียวกัน เมื่อเพื่อนในกัมพูชามองหาน้ำตาล หรือสินค้าใดๆ เพียงบอกมาในไลน์ ทางฝั่งไทยก็ใช้เครือข่ายที่มีหาได้ทันที บางรายในกัมพูชา เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรงกำลังคิดโมเดลทำธุรกิจเพื่อสังคม(Social Enterprise) ก็ติดต่อให้ไทยดีลหาซื้อพลาสติกและถังน้ำไปแจกเด็กที่ขาดแคลนน้ำดื่มในชนบท

เธอบอกว่า รุ่นระหว่างไทย-กัมพูชา นั้นสนิทกันรวดเร็ว หลังจากอบรม ความสัมพันธ์ไม่จบ กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่นัดรวมตัว(Reunion)กันเอง อีก 2 ครั้ง

นอกจากนี้ยังมีทริปยิบย่อยไปมาหาสู่กันอย่างเป็นประจำ นัดกินข้าว แฮงเอาท์ เมื่อนักธุรกิจกัมพูชามาไทย และนักธุรกิจไทยไปเยือน ก็มีผลัดกันเลี้ยงรับรอง

และเมื่อนักธุรกิจมาเจอเพื่อนก็ย่อมจะคุยเรื่องธุรกิจ นั่นจึงนำไปสู่คำสั่งซื้อและเจรจาธุรกิจหลายรายที่กำลังเริ่มเรียนรู้และดูใจกัน อาทิ บริษัท กรีนแพค มาร์เก็ตติ้ง ว่าจ้างผลิตสเปรย์ปรับอากาศ มูลค่า 3 ล้านบาทต่อคำสั่งซื้อ 1 ครั้ง

หรือ การร่วมทุนทำมะม่วงแปรรูป ขณะที่บริษัท Panogram Aesthetic รับทดลองผลิตเครื่องสำอางค์ให้กับ NaturalShop ให้กัมพูชา

แจนเล่าว่า หลักที่ทำให้สนิทสนมกันได้เร็ว เพราะทุกคนมีความเป็นนักธุรกิจ หรือมีหัวใจผู้ประกอบการเหมือนกัน

นักธุรกิจกัมพูชา ส่วนใหญ่จบการศึกษาต่างประเทศ และบางส่วนเคยมาเรียนในไทย จึงเข้าใจวัฒนธรรมไทย และพร้อมเปิดใจ สร้างเครือข่ายธุรกิจที่แข็งแกร่ง

เคล็ดลับสำคัญทำให้ทั้งสองฝั่งละลายพฤติกรรมได้เร็ว และรู้จักคุ้นเคย คือ การไปแฮงเอาท์ กินดื่มสังสรรค์เฮฮาปาร์ตี้

ทั้งสองฝ่ายจึงพร้อมเป็น “หน้าต่าง” ให้กันและกันไปหาโอกาสดีๆ ทางธุรกิจ

หลังปิดการอบรม จึงมีการคัดเลือกตัวแทน 10 คน เป็น YEN-D Black ทำหน้าที่เป็นตัวแทน (Ambassador) ส่งต่อวัฒนธรรม YEN-D Culture

“มองหามิตรมาก่อน ธุรกิจมาตามหลัง” เพราะความสัมพันธ์ของคำว่าเพื่อนยั่งยืนกว่าความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นด้วยธุรกิจ

ทุกคนจะช่วยกันสร้างให้บรรยากาศการอบรมตลอดหลักสูตรเต็มเปี่ยมด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ดึงเพื่อนไปเจอโอกาสทางธุรกิจ

“เราเข้าอบรมฟรี กลุ่มYEN-D Black จึงมาช่วยเป็นพี่เลี้ยง หรือ Trainer แนะนำผู้เข้าโปรแกรม Season2 ให้เข้าใจและเปิดใจได้รวดเร็วทำให้เกิดความสนิทสนมเร็วขึ้น ตอบแทนหลักสูตรที่เข้ามาพัฒนาธุรกิจโดยไม่เสียเงิน แต่ช่วยให้เราได้เห็นโอกาสอย่างมหาศาล”

----------------------------

@เวียดนาม

ฐานิดา ลาภสินสิริ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษํท นำเจริญอะไหล่กรุงเทพ แบรนด์ NCA เข้าโปรแกรมYEN-D Season1 Batch (รุ่น)ที่ 1 ไทย –เวียดนาม วันที่ 27 ก.ย.-3 ต.ค. 2558

เธอเป็นเด็กจบนอกที่ยังไม่มีคอนเนคชั่นทางธุรกิจมากนัก สนใจเข้าไปเจาะตลาดเวียดนาม สานต่อเจตนารมณ์ที่พ่อไปเปิดตลาดไว้เมื่อ 3-4 ปี ที่ผ่านมา

เพียงไม่กี่ปีหลังจากพ่อไปสานสัมพันธ์กับตัวแทนจำหน่ายในเวียดนาม ก็เริ่มสูญเสียความสามารถแข่งขันให้กับสินค้าราคาถูกจากคู่แข่ง เช่น จีน อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย เพราะสู้ราคาไม่ไหว อีกทั้งตัวแทนจำหน่ายเดิมเริ่มปันใจไปสั่งซื้ออะไหล่จากประเทศคู่แข่ง ทำให้เธอรู้ว่าคนเวียดนามแม้จะอยากได้สินค้ามีมาตรฐาน แต่ก็ยังอ่อนไหวเรื่องราคา

ปัญหาของฐานิดา ผู้หญิงตัวคนเดียวที่อายุเพียง 27 ปี ไม่เคยเดินทางไปเวียดนามคนเดียว  ไปครั้งแรกคือตามพ่อไปเปิดตลาดเพียงครั้งเดียวแล้วก็ไม่ไปอีกเลย

การเข้าร่วมโปรแกรม YEN-D ทำให้เธอมีเพื่อนพาไปบุกตลาด แทนที่จะไปตัวคนเดียว โดยจะมีเพื่อนชาวเวียดนามรออยู่ที่สนามบิน ก่อนจะพาไปศึกษาตลาด ทำให้เธออุ่นใจที่จะบินเดี่ยวมากขึ้น

ตลอดโปรแกรมYEN-D เธอเล่าว่า ทำให้มีเพื่อนจำนวนมากจากหลากหลายธุรกิจ ข้ามประเทศ และก่อนวันสุดท้ายจะมีเวทีให้ทุกคน โชว์ออฟธุรกิจของตัวเอง นั่นจะเป็นโอกาสแลกเปลี่ยนนามบัตรและแลกเปลี่ยนโอกาสระหว่างเพื่อนธุรกิจในเวียดนาม

เธอยังสรุปบทเรียนที่ได้จากการเปิดโลกทรรศน์ในโปรแกรมนี้ว่า โลกการค้าในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโต ดังนั้นนักธุรกิจต้องปรับตัวให้เร็วที่สุด จะมองเฉพาะตลาดภายในประเทศ และส่งออกอย่างเดียวไม่ได้ แต่มองกว้างในมิติของการไปลงทุน ย้ายฐานการผลิต นำเข้าสินค้าบางส่วน หรือ การพัฒนาธุรกิจใหม่

“เด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มทำธุรกิจควรเดินทางไปต่างประเทศบ่อยๆ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของตลาดที่กำลังพัฒนาอย่างชัดเจน จากนั้นถึงจะเห็นแนวคิด การทำธุรกิจใหม่ๆ เกิดขึ้นกับตัวเอง”

เพราะเธอเริ่มเห็นแล้วว่าธุรกิจที่อยู่รอดในยุคถัดไป ไม่ใช่ธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุด แต่เป็น “ธุรกิจที่ปรับตัวเร็วที่สุด” จึงจะเป็นโอกาสที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด จากธุรกิจขนาดเล็ก ไปสู่ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ได้ในที่สุด

พวกเธอหวังว่าเครือข่าย YEN-D ที่ใหญ่ขึ้นและมีพลังมากขึ้น และเติบโตมากขึ้น กลายเป็นกำลังทหารใหม่ของชาติ เพื่อเป็นแนวรบธุรกิจพันธุ์ใหม่

พร้อมเสริมว่า โปรแกรมนี้เป็นบทพิสูจน์ของพลังเด็กรุ่นใหม่ ที่จะทำหน้าที่วางโครงสร้างบ้าน หรือ ธุรกิจของประเทศให้แข็งแกร่งในอนาคต

“โครงการให้โอกาสเด็กรุ่นใหม่ทำหน้าที่ช่วยกันสร้างบ้านให้แข็งแกร่ง” เธอเชื่อพลังเลือดใหม่ทางธุรกิจ

---------------------

@ลาว

ภาณุพัฒน์ ขจรณรงค์วณิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เอ็ม.ที. ซัพพลาย จำกัด ผู้ผลิตแฟ้มจากพลาสติก เข้าโปรแกรม YEN-D Season1 Batch (รุ่น)ที่ 3 ไทย –สปป.ลาว วันที่ 25-31 ต.ค.2558 เป็นธุรกิจที่ทำตลาดเฉพาะในประเทศมานาน จึงเริ่มขยายไปตลาดลาว เพราะมองว่า ประเทศเพื่อนบ้านแห่งนี้มีภาษาและวัฒนธรรมใกล้เคียงกบไทย ที่สำคัญ ยังเป็นตลาดสดใหม่ที่การแข่งขันยังไม่รุนแรงมาก

พ่อแนะนำให้เขามาอบรม เพื่อมองหาอนาคตของธุรกิจจากการรับจ้างผลิต (โออีเอ็ม) ขายสินค้าในประเทศ ส่งออกเพียงเล็กน้อย มาเป็นการมองหาโอกาสในการสร้างแบรนด์ในลาว 

แม้เขายังไม่ได้ปิดดีลการค้าจากการเข้าโปรแกรมนี้ แต่เริ่มรู้จักคุ้นเคยไปมาหาสู่กับนักธุรกิจรุ่นใหม่จากลาวถี่ขึ้น ต่อไปจะพูดคุยเรื่องการค้าตามมา

“เราเพียงรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไว้ และรียูเนี่ยนกันบ่อยๆ แม้วันนี้ยังไม่คิดทำธุรกิจตรงกัน แต่ในไม่ช้าอาจจะเกิดไอเดียใหม่ๆทำธุรกิจร่วมกันได้แบบ Startup”

เขายังเล่าถึงบรรยากาศอบรมของนักธุรกิจรุ่นไทย-ลาว มีการปิดดีลกันหลายราย เช่น จำหน่ายสินค้าอาหารสำเร็จรูป เครื่องปรุงสำเร็จรูป ยี่ห้อรสสยาม

หรือ มีโอกาสธุรกิจจาก บริษัท ราชเทวีคลินิก จำกัด ของไทยวางแผนที่จะเปิดคลินิกที่นครหลวงเวียงจันทน์ และบริษัทเดอะ คอนเทนเนอร์ ที่สนใจนำนวัตกรรมการออกแบบตู้คอนเทนเนอร์ของไทยไปพัฒนาในลาว เพราะรสนิยมและการตอบรับธุรกิจในลาว ไม่แตกต่างจากไทย 

เมื่อไทยสำเร็จก็เชื่อว่าจะมีโอกาสในลาว

----------------------

@เมียนมา

ปรภาว์ นิตย์โฆษกุล ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัทแอพพลายเค็ม (ประเทศไทย) จำกัด ตัวแทนจากโปรแกรมYEN-D Season1 Batch (รุ่น)ที่ 4 ไทย – เมียนมา วันที่ 1-7 พ.ย.2558 ทำธุรกิจเกี่ยวกับสารปราบศัตรูพืช ไบโอชีวภาพ ที่ทำตลาดในยุโรป และอเมริกาใต้ ต้องการจะขยายตลาดมาสู่อาเซียน ประเทศเพื่อนบ้าน หลังจากที่เห็นโอกาสธุรกิจเริ่มบูม และหันมาสนใจทำเกษตรอินทรีย์ ไร้สารเคมี (organic)

เธอเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ได้รับการปิดดีลในลาว แม้จะอบรมในรุ่นอื่นก็ตาม แต่มีเพื่อนแนะนำบอกต่อจึงได้ดีลกับตัวแทนจำหน่ายยาปราศัตรูพืชในลาว เหลือเพียงขั้นตอนการขึ้นทะเบียนสินค้าในลาวจากหน่วยงานเท่านั้นก็จะเป็นยาปราบศัตรูพืชรายเดียวที่กินรวบในลาว เพราะรัฐบาลลาวเริ่มส่งเสริมการทำการเกษตรจากธรรมชาติ ลดการใช้สารเคมีมากขึ้น

เธอยังเล่าถึงดีลที่น่าสนใจ เมื่อนักธุรกิจเมียนมา เนื้อหอมมากหลังเลือกตั้ง การที่นำนักธุรกิจรุ่นใหม่จากไทยไปทำความรู้จักไว้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะเติบโตไปพร้อมกับประเทศนี้ เช่น ดีลเครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำร้อนประหยัดพลังงานของ บจก.แอดวานซ์ เอ็กเชนจ์ มูลค่า 10 ล้านบาทต่อปี และโครงการขนาดใหญ่ในการพากันไปเปิด Thai Town เพื่อจำหน่ายสินค้าไทยในเมียนมา ที่รวบรวมสินค้าไทย เช่น อาหารสำเร็จรูป ขนม กาแฟ เครื่องสำอางค์ธุรกิจเสริมความงาม และบริการจัดงานแสดงสินค้ามูลค่ากว่า 1,000 ล้านบาท