ไม่มีปัจจัยหนุนใหม่
คาดหุ้นไทยในวันนี้ปรับตัวลดลง หลังจากหุ้นสหรัฐปิดทั้งบวกและลบ และราคาน้ำมันร่วงแรง ตัวเลขส่งออกและนำเข้าจีนที่อ่อนแอมากสลายความหวังว่าเศรษฐกิจจีนจะฟื้นตัวดีขึ้น มีข่าวดีที่ IMF แถลงมุมมองดีขึ้นต่อเศรษฐกิจเยอรมันหลังจากตัวเลขคำสั่งซื้อภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง ภายในประเทศแนวโน้มกระทรวงการคลังจะเก็บภาษีน้ำมัน เหล้า เบียร์ บุหรี่และบริการมือถือน่าจะส่งผลลบต่อตลาด แม้การกลับมาของนักท่องเที่ยวรัสเซียและผลประกอบการที่ดีของ TOP และ GPSC จะเป็นข่าวบวก แต่คงสู้แรงกดดันจากปัจจัยลบต่างประเทศไม่ได้
หุ้นเด่นวันนี้:LPN (Bt14.10; NR; 16TP Bloomberg Bt15.56)
LPN คาดว่าจะแสดงกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/59 ที่โดดเด่น โดย Bloomberg Consensus คาดไว้ 636 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 117%YoY และ 120%QoQเป็นผลจากมาตรการลดค่าธรรมเนียม และลดภาษีการโอน ที่มีผลบังคับใช้ในช่วง 28 ตุลาคม 2558ถึง 28 เมษายน 2559 ทำให้ LPN สามารถขายบ้านในสต๊อกไปได้เป็นจำนวนมาก รายได้และกำไรสุทธิในไตรมาส 1/59 จึงออกมาน่าประทับใจ เช่นเดียวกับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายอื่น ๆ นอกจากนี้ตาม Bloomberg Consensus ยังคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในปี 2559 นี้ จะเติบโต 12.8%YoY แต่กลับจะชะลอลง 3.2%YoY ในปี 2560 เพราะปัจจุบันงานในมือ (Backlog) เหลือเพียง 12,300 ล้านบาท เพียงพอต่อรายได้ประมาณ 1 ปีข้างหน้า ทำให้นักลงทุนในตลาดกังวลต่อการชะลอตัวที่จะเกิดในปี 2560 อย่างไรก็ตาม เราคาดว่า LPN ยังมีโอกาสที่ดีมาก จากการขยายตัวของระบบขนส่งมวลชน ใน กทม.และปริมณฑล จากการเพิ่มเส้นทางของรถไฟฟ้าสายใหม่ เช่น สายสีส้ม(21 กม.) เหลือง (29 กม.)และชมพู (35 กม.) รวม 85 กม. คาดหวังจะเห็นบริษัทมีการขยายตัวและแผนการเปิดตัวโครงการใหม่อีกหลายโครงการต่อไป ปัจจุบันซื้อขายที่ PER ปี 2559 เพียง 7.7 เท่าเป็นมูลค่าที่น่าสนใจมาก ขณะที่ Bloomberg Consensus ให้ราคาเป้าหมายที่ 15.56 บาท มุมมองทาง Technical Price Pattern ของ LPN ยังมีความแข็งแกร่งทั้งในระยะสั้นและระยะกลางจากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal แม้ว่า LPN จะยังมีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาลงจากการเกิด Monthly Sell Signal ก็ตาม ทั้งนี้เมื่อพิจารณา Price Pattern ของ LPN คาดว่ามีเป้าหมายแรกอยู่ที่ 15.30 บาท และมีเป้าหมายเบื้องต้นอยู่ที่ 17.20 บาท โดยมีจุด Stop Loss ของ LPN รอบนี้อยู่ที่ 13.70 บาท (Resistance: 14.20, 14.30, 14.50; Support: 14.00, 13.80, 13.70)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• พิจารณาปรับเพิ่มภาษี กรมสรรพสามิตกำลังศึกษาแผนปรับเพิ่มภาษีสำหรับพลังงาน แอลกอฮอล์ เบียร์ บุหรี่ และ บริการทางโทรคมนาคมเพื่อเพิ่มฐานรายได้เป็น 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2570 ตัวอย่างการปรับภาษี อาทิ เก็บภาษีเพิ่ม 40 สตางค์ต่อลิตรสำหรับน้ำมันเบนซินและดีเซลจากเดิมเก็บอยู่ที่ 5.35 บาท และ 6.00 บาทตามลำดับ (Bangkok Post)
• ททท. คาดนักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มกลับมา เนื่องจากค่าเงินรูเบิลกลับมาแข็งค่าจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียเริ่มเพิ่มขึ้นในเดือน ก.พ. และยังโตต่อในเดือน มี.ค. ปีนี้ คาดว่าจะยังคงเห็นตัวเลขเติบโตต่อเนื่องตลอดทั้งปี ททท. คาดว่านักท่องเที่ยวรัสเซียปีนี้จะเพิ่มขึ้น 13% YoYเป็น 1 ล้านคน หลังจากหดตัวลงติดต่อกันสองปีนับจากปี 57 (Bangkok Post)
• TOP(62.00 บ.) รายงานกำไรสุทธิงวด 1Q59 อยู่ที่ 4.7 พันลบ. (+26% QoQ, +5% YoY) ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ (Bloomberg consensus) ที่ 4.4 พันลบ. ผลประกอบการที่ดีขึ้นได้แรงหนุนหลักจากการบันทึกขาดทุนสต็อกน้ำมันที่ลดลง ซึ่งช่วยชดเชยกับค่าการกลั่นตลาด (Market GRM) ที่อ่อนตัวลง (SET)
• GPSC(30.75 บ.) รายงานกำไรสุทธิงวด 1Q59 อยู่ที่ 871 ลบ. ปรับตัวสูงขึ้น 200% QoQและ 64% YoYโดยได้แรงหนุนหลักจากการเดินเครื่องโรงไฟฟ้า IRPC-CP เฟสที่ 1 เต็มที่ทั้งไตรมาสเป็นครั้งแรก อีกทั้งได้รับเงินปันผลรับจาก RPCL ในช่วงไตรมาส (SET)
ต่างประเทศ
• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเกือบ 1% เทียบกับเงินเยนในวันจันทร์ หลังจากรัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นกล่าวว่าญี่ปุ่นพร้อมเข้าแทรกแซงในตลาดเงินตราถ้าจำเป็นและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดยังคงท่าทีในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามเดิม ดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ระดับ 108.14 เยน แข็งค่ามากที่สุดในรอบ 10 วันและห่างจากระดับต่ำสุดในสัปดาห์ก่อนที่ 105.55 เยน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปิดสูงสุดในรอบ 11 วันอยู่ที่ 94.056 จุด แสดงถึงปฎิกิริยาที่ไม่ชัดเจนนักกับรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่ประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (Reuters)
• ผลตอบแทนพันธบัตรลดลงในวันจันทร์ เนื่องจากนักลงทุนลดความคาดหวังว่าเฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมิ.ย. หลังจากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้นต่ำกว่าที่คาด ราคาพันธบัตรอ้างอิงอายุ 10 ปีเพิ่มขึ้น 6/32 ผลตอบแทน 1.76% ลดลงจาก 1.78% เมื่อวันศุกร์ (Reuters)
สหรัฐ:
• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดผสมผสานในวันจันทร์ หลังจากการทะยานขึ้นของหุ้นกลุ่มสุขภาพนำโดยอัลเลอร์แกนได้ชดเชยราคาหุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุที่ปรับตัวลง ตัวเลขการนำเข้าและส่งออกของจีนที่ลดลงเกินคาดในเดือนเม.ย. ชี้ให้เห็นถึงอุปสงค์ที่อ่อนแอในจีนและมีผลต่อหุ้นกลุ่มวัสดุ นักลงทุนยังคงระมัดระวังเกี่ยวกับผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ โดยรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/59 ที่ออกมาเกือบทั้งหมด กำไรของบริษัทจดทะเบียนที่อยู่ในการคำนวณดัชนี S&P500 โดยเฉลี่ยลดลง 5.5% ส่วนรายได้ลดลง 1.9% จากข้อมูลของ Thomson Reuters I/B/E/S (Reuters)
• เจ้าหน้าที่ Fed เห็นว่ายังพร้อมจะขึ้นดอกเบี้ยประธาน Fed ของ Minneapolis กล่าววันจันทร์ว่านโยบายการเงินของ Fed ตอนนี้นั้นเหมาะสมแล้ว แต่ไม่ได้ยืนยันโอกาสขึ้นดอกเบี้ยใน มิ.ย. ความเห็นนี้ตามมาหลังจากประธาน Fed ของ New York กล่าววันศุกร์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยสองครั้งในปีนี้ยังสมเหตุสมผลอยู่ แม้ว่าตัวเลขจ้างงานจะออกมาอ่อนแอ (Reuters)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันจันทร์ปรับตัวสูงขึ้น ฟื้นตัวจากการปรับตัวลดลงใน 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยตลาดได้แรงหนุนหลักจากหุ้นเยอรมนีและหุ้นกรีซ โดยเฉพาะหุ้นกรีซบนความคาดหวังของคลาดต่อความคืบหน้าล่าสุดในแนวทางการรับมือและแก้ปัญหาหนี้กรีซ (Reuters)
• IMF มีมุมมองเชิงบวกมากขึ้นเล็กน้อยต่อเศรษฐกิจเยอรมนีหลังจากที่เยอรมนีได้ประกาศตัวเลขยอดคำสั่งซื้อสินค้าอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัว 1.9% ในเดือน มี.ค. ซึ่งนับเป็นการขยายตัวมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว และมากกว่าที่ตลาดคาดไว้ (Reuters consensus) ว่าจะขยายตัว 0.7% (Reuters)
เอเชีย:
• รมว. การคลังประเทศญี่ปุ่น นาย Taro Aso กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่าโตเกียวพร้อมที่จะเข้าแทรกแซงตลาดค่าเงิน หากค่าเงินเยนผันผวนจนกระทบต่อการค้าและเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่น โดยหน่วยงานรัฐของญี่ปุ่นได้หลีกเลี่ยงการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับตลาดนับตั้งแต่การเข้าแทรกแซงครั้งล่าสุดเมื่อปี 2554 ผู้ดำเนินนโยบายของญี่ปุ่นได้มองหาช่องทางที่จะได้รับอนุญาตอย่างไม่เป็นทางการที่จะต่อสู้กับค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นระหว่างการประชุมผู้นำจี 20 ที่วอชิงตันเมื่อเดือนที่แล้ว แต่สหรัฐและประเทศสมาชิกของอียูเสนอให้ตอบสนองแบบค่อยเป็นค่อยไป (Reuters)
• เศรษฐกิจจีนน่าจะเติบโตได้ 6.7% ในไตรมาส 2/59 จากการเพิ่มขึ้นของการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ ข้อมูลจากคณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน โดยเศรษฐกิจจีนเติบโตได้ 6.7% ในไตรมาส 1/59 สำหรับภาคบริการเติบโตในไตรมาส 2/59 น่าจะเติบโตได้ 7.5% และคาดว่ายอดค้าปลีกจะเติบโตได้ 10.5% (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• ราคาน้ำมันลดลงวันจันทร์ เพราะตัวเลสต็อกน้ำมันน่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งทำให้แตะระดับสถิติสูงสุด โดยตลาดละความสนใจจากการผลิตแคนาดาที่ลดลงจากไฟป่าครั้งใหญ่ ราคาน้ำมันดิบสหรัฐส่งมอบ มิ.ย. ลดลง 1.22 ดอลลาร์ (2.8%) ปิดที่ 43.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล Brent เดือนใกล้ ส่งมอบ ก.ค. ปรับลง 1.74 ดอลลาร์ (-3.8%) ปิดที่ 43.63 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล นักลงทุนคาดว่าสต็อกน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นอีกในสัปดาห์ที่แล้วเป็นสัปดาห์ที่ 5 ติดต่อกัน เพิ่มขึ้น 5 แสนบาร์เรลสู่สถิติเหนือ 543 ล้านบาร์เรล (Reuters)
• ราคาทองร่วง 2% วันจันทร์ ร่วงรายวันมากสุดในรอบเกือบ 7 สัปดาห์ เพราะดอลลาร์แข็งค่าและนักลงทุนต้องการเสี่ยงในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงกว่ามากขึ้นทำให้เกิดการขายสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาทองคำตลาดจรลบ 1.9% ปิดที่ 1,263.93 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หักล้างการบวก 0.8% ก่อนหน้านี้ในวันศุกร์หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่อ่อนแอ ทองคำล่วงหน้าสหรัฐส่งมอบ มิ.ย. ลบ 2.1% ปิด 1,266.60 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)
• ราคาทองแดงแตะจุดต่ำสุดในรอบเกือบเดือนวันจันทร์เพราะตัวเลขการค้าที่อ่อนแอของจีนซึ่งเป็นผู้ใช้ทองแดงรายต้นๆ แสดงถึงการเติบโตของอุปสงค์ที่อ่อนแอและค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าหลังเจ้าหน้าที่ Fed ยังเตรียมขึ้นดอกเบี้ยอยู่ ทองแดงอ้างอิงตลาด LME ปิดลบ 2.6% อยู่ที่ 4,686 พันดอลลาร์ต่อตัน ก่อนหน้านี้แตะ 4,685 ดอลลาร์สหรัฐต่ำสุดนับแต่ 12 เม.ย. (Reuters)






