วิชั่นใหม่ พลิก “เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป” อสังหาฯครบเครื่อง

วิชั่นใหม่ พลิก “เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป” อสังหาฯครบเครื่อง

ใกล้ครบขวบปีในบ้านหลังใหม่ “ชาญชัย พันธุ์โสภา” บอสใหญ่ห้างค้าส่งกลางกรุัง ยังคงฮึกเหิมกับภารกิจเคลื่อนเดอะ แพลทินัม ทยานสู่อสังหาฯครบวงจร

ยุคที่ธุรกิจ “ยักษ์ใหญ่” ตบเท้าเข้าสู่สมรภูมิอสังหาริมทรัพย์เป็นว่าเล่น เพราะเป็นบรรดาผู้ประกอบการที่คร่ำหวอดทำธุรกิจมานานนับทศวรรษ มีเงินเป็นกอบเป็นกำ ล้วนนิยมนำไปซื้อ “ที่ดิน” สะสมไว้เป็นกุรุส และหลายปีที่ผ่านมา ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน รถไฟเส้น สี สายต่างๆ เริ่มเห็นเป็นรูปร่าง วงการอสังหาริมทรัพย์เลยคึกคักขึ้นมา หน้าเก่าต้องยิ่งใหญ่ หน้าใหม่จ้องแย่งส่วนแบ่งตลาด รายเล็กก็กระโจนมาขอส่วนแบ่งตลาด

ปรากฎการณ์ดังกล่าว “เจ้าเก่า” ที่พัฒนาอสังหาฯรูปแบบเดิมๆ อยู่นิ่งไม่ได้ ต้องคิดขบถออกนอกกรอบเดิมๆ และขยับขยายตัวเองให้ครบวงจรมากขึ้น หนึ่งในนั้นที่วางยุทธศาสตร์ กำหนดกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ คือ เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป จำกัด(มหาชน) ภายใต้การนำของแม่ทัพคนใหม่ชาญชัญ พันธุ์โสภา ที่เข้ามานั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการใหญ่ ได้ไม่นาน

อนาคตถ้าไม่ครบวงจร เป็นอุปสรรคการเติบโตแน่นอน เพราะรายใหญ่ๆ ผันตัวเองมาพัฒนาครบวงจรหมดแล้ว

ดังนั้นในการเผยแผนธุรกิจของกลุ่ม “ชาญชัย” เปิดปากประกาศวิสัยทัศน์ ของบริษัทใหม่สู่การเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์แบบครบวงจร

อีกความจำเป็นของการขับเคลื่อนธุรกิจจากนี้ไปอีก 10 ปี จนทำให้ต้องปรับวิสัยทัศน์ ส่วนหนึ่งเพราะบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงต้องการสร้าง ต้องเติบโตเพื่อตอบแทนนักลงทุนที่ซื้อหุ้น ให้เงินมาพัฒนาธุรกิจ การมีวิสัยทัศน์ชัดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ให้คนเดินตามได้ตามเข็มทิศ จะได้วิ่งต่อได้ และไปได้เร็ว

นอกจากนี้ อีกแรงกดดันคือ “ถ้าย้อนมองดูตัวเอง การแข่งขันของธุรกิจที่รุนแรง การขยายการเติบโต หรือการส้รางห้างใหม่ๆ จากนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายที่มีรอบด้าน วันนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป และเราเล่าให้ผู้ลงทุนฟังคือ วิชั่นของเราเปลี่ยน!! เราจะไม่ใช่ผู้บริหารจัดการห้างค้าส่งอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร เขาเล่า

แนวทางที่จะเดินไปข้างหน้า จึงเตรียมพัฒนาห้างค้าปลีก ประเดิมศูนย์การค้าเดอะ มาร์เก็ตราชดำริ อาคารสำนักงาน, โรงแรม และโครงการที่อยู่อาศัย เว้นไว้เพียงนิคมอุตสาหกรรมที่คงไม่พัฒนา จากปัจจุบันที่หลักมีเพียงศูนย์การค้าส่งแฟชั่นและโรงแรม

ภาพที่เห็นในอนาคตของการพัฒนาโครงการยังเป็นแบบมิกซ์ยูส ผสานโครงการทุกประเภทไว้บนพื้นที่เดียวกัน อย่างโครงการเดอะ มาร์เก็ต มูลค่าลงทุนราว 5,800 ล้านบาท นอกจากจะฉีกจากค้าส่งมาทำค้าปลีกแล้ว ยังจุดประกายสิ่งใหม่ๆอีกด้วย พื้นที่ส่วนหนึ่งกันไว้พัฒนาอาคารสำนักงาน และโรงแรม

ความน่าสนใจจากค้าส่งสู่ค้าปลีก ยังเป็นกลุ่มเป้าหมาย ในย่านใจกลางธุรกิจ (CBD) กินพื้นที่เพียง 5 ตารางกิโลเมตร จากทั่วไปเจาะกว้าง 25 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมทั้งผู้คนอยู่อาศัย ทำงาน ท่องเที่ยว กิน ดื่ม ช้อป จำนวน 5 แสนครัวเรือน จำนวน 1 ล้านคน ซึ่งเขาบอกว่าเป็นลูกค้าระดับบี จากทั้งหมดทุกระดับชั้นจำนวนมากถึง 2.5 ล้านคนในซีบีดี และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ย่านนี้ล้วนจับไปที่กลุ่มเป้าหมายระดับบน กำลังซื้อสูง!!

คอนเซ็ปต์ศูนย์การค้าเป็นแบบไหน เจ้าตัวอธิบายว่า ผู้ประกอบการจำนวนมากราว 3,000 ร้านค้า ที่จำหน่ายสินค้าส่งอยู่ในศูนย์แฟชั่นค้าส่งแพลทินัม ทว่าคนกลุ่มนี้ไม่มีเวทีอื่นที่จะไปเติบโต ดังนั้น เดอะ มาร์เก็ต จะมาปลดล็อกข้อจำกัดและเพิ่มโอกาสให้กับลูกค้าของเขา

ที่อยู่อาศัย เป็นอีกเรื่องที่ใหม่สำหรับเดอะ แพลทินัม กรุ๊ป แม้ในระยะเวลาอันใกล้จะยังไม่เห็นการพัฒนาโปรเจคแรก เพราะยังต้องเตรียมพร้อมทีมงาน เนื่องจากเป็นประเภทที่บริษัทยังขาดความเชี่ยวชาญ ประสิทธิภาพ เนื่องจากพัฒนาคอนโดมิเนียม ว่ากันด้วยการเปิดตัว จองเร็ว สร้างเร็ว ปิดการขายเร็ว! เป็นสำคัญ 

ระยะใกล้ไม่เห็น แต่ยืนยันว่า “5 ปีเราควรจะพร้อม 

ถามว่าโครงการใหม่ๆในอนาคต จำเป็นไหมที่ต้องเป็น “โมเดลมิกซ์ยูส” (ผสมผสาน) เขาตอบไม่ได้ แต่ฉายตัวอย่างธุรกิจในสังเวียนนี้ เช่น อาคารสำนักงาน 2 แห่ง ย่านสาทร(เอ็มไพร์ ทาวเวอร์ และสาทรสแควร์-ผู้เขียน) ที่พอจะมองเห็น ปัจจุบันมีการพัฒนาพื้นที่ “รีเทล” เพื่อเติมเต็ม และทำให้ธุรกิจ “แข็งแกร่ง” ขึ้นมาก จากเดิมอาคารคึกคักวันธรรมดา(จันทร์-ศุกร์) แต่ต่อยอดถึงเสาร์-อาทิตย์ได้ด้วย

เมื่อก่อนมีออฟฟิศ โดดๆ คนจะกินจะใช้ยากลำบากมาก ตอนนี้ผสมผสานมิกซ์ยูสเข้าไป มีรีเทล ช่วยแชร์บรรยากาศ แม้ธุรกิจหลักคือออฟฟิศ แต่การบริหารพื้นที่รีเทลมีความจำเป็นมากขึ้น ไลฟ์สไตล์คนเปลี่ยนไป เมื่อคนมีไลฟ์สไตล์ ก็ถวิลหาบรรยากาศชอปปิงสนุก” นี่คือสิ่งที่ผู้พัฒนาต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคนี้

ไม่เพียงออฟฟิศที่ต้องสมบูรณ์ แม้การพัฒนาจะชูโครงการที่อยู่อาศัย แต่ควรครบครันเติมค้าปลีกจะเป็นไฮเปอร์มาร์ท ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหาร

นี่เป็นการปรับกลยุทธ์ธุรกิจของเรา

ในยุคที่ทุนไทยไปต่างแดน ยึดแผนที่ภูมิภาคมากขึ้น แต่เดอะ แพลทินัม ยังให้น้ำหนักการขยายธุรกิจอยู่ในกรุงเทพฯ แม้กระทั่งต่างจังหวัดก็ยังไร้แผน ขอเกณฑ์พัฒนาทำเลทองทั้งถนนเพชรบุรี ย่านประตูน้ำ ราชดำริเป็นหลัก ซึ่งถือเป็น “พื้นที่เชิงกลยุทธ์” หรือ Strategic location ของกลุ่ม 

กลยุทธ์ในการพัฒนาโครงการจะเป็นพื้นที่จากตำแหน่งที่ยืนอยู่ คือศูนย์แฟชั่นค้าส่งเบอร์ 1 ย่านประตูน้ำที่มีความแข็งแรง และจะพัฒนาหรือเน้นศูนย์ค้าส่งในเซ็กเมนอื่น จะใช้ความสามารถหลัก(Core competency) ในการพัฒนา ตำแหน่งทางการตลาดในการจะขยาย คือพัฒนาไปทางซ้ายมือ(ประตูน้ำ) วิ่งไปถึงแอร์พอร์ต ลิงค์ ประตูน้ำมีประวัติศาสตร์พ่อค้าแม่ค้าอยู่ ต้องพัฒนา รักษาไว้ ควบคู่พัฒนาศูนย์อื่นให้โตหรือร่วมกัน

เมื่อธุรกิจค้าปลีก ประเภทค้าส่งเป็นจุดกำเนิดของแพลทินัม จึงมองแนวโน้มสมรภูมินี้ในอนาคตจะเป็นเวทีของผู้เล่นรายใหญ่ และการพัฒนานั้น“Size is the matter” ห้างเล็ก ไม่ได้ขนาดที่เหมาะเจาะ(economy of scale) การบริหารพื้นที่ เหนื่อย!เพราะธุรกิจนี้ “เข้าง่าย แค่มีที่ดิน” ความท้าทายในอีก 5 ปีข้างหน้า จึงยกให้ประเด็นขนาดเล็กอยู่ไม่รอด

การปรับวิสัยทัศน์ครั้งนี้ ทำให้เดอะ แพลทินัม ต้องปรับภายในองค์กร ปรับวิธีคิดจากคนภายใน ไม่คิดอยู่ในกรอบแค่บริหารจัดการค้าส่งอีกต่อไป ไม่เช่นนั้นการเติบโตไปอีก 10 ปีข้างหน้า อาจไปไม่ถึง

อยากให้ประสบความสำเร็จ ต้องบริหารจัดการเรื่องคน การมีภาพวิชั่นที่ชัดว่าเราจะเดินไปแบบไหนปูพื้นความรู้กับทีมงานว่าต้องการไปถึงจุดไหนเป็นจุดเดียวกัน จากเมื่อก่อนเป็นเบอร์ 1 ค้าส่ง ทุกคนเข้าใจตรงกัน แต่อนาคตจะเป็นผู้พัฒนาอสังหาฯครบวงจร

-----------------------

๐เปิด 3 ดีล โตทางลัด๐

สปีด (ความเร็ว) เป็นอีกหนึ่งหัวใจในการขยายธุรกิจยุคนี้ และการพัฒนาโครงการด้วยตนเองอาจไม่ทันใจ “ทางลัด” จึงถูกนำมาใช้เป็นกลยุทธ์เคลื่อนธุรกิจ ปัจจุบันเดอะ แพลทินัม กรุ๊ปให้ความสนใจเข้าซื้อและควบรวม (Mergers and Acquisitions:M&A)กิจการอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภทตามวิสัยทัศน์ใหม่ โดยคุณสมบัติที่จะเข้าเกณฑ์การคัดเลือกของบริษัทจะต้องปรับกอบด้วย 1.เสริมธุรกิจของกลุ่มหรือไม่ 2.ทีมงานเป็นอย่างไร และ3.ราคาขายและสินทรัพย์เป็นอย่างไร

โดยขณะนี้มีดีลอยู่ในมือนับสิบ ส่วนจะเข้าวินมากน้อยแค่ไหน ขออุบไว้ก่อน เช่นเดียวกับงบลงทุนในส่วนของการทำM&Aก็ไม่ยอมบอก ขณะที่แผน 5 ปีของบริษัทใช้งบลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท พัฒนาโปรเจคต่างๆ

“ในตลาดมีการซื้อขายกันทั่ว(อสังหาฯทุกประเภท) โดยบริษัทสนใจซื้อมี2อย่างคือซื้อบริษัท กับซื้อสินทรัพย์ มีพูดคุยอยู่จำนวนหนึ่งมากกว่า10ราย ส่วนใหญ่เขานำเสนอเรา ซึ่งตรงนี้สะท้อนศักยภาพเราว่ามีความสามารถ และผมมีโอกาสเลือกก็ต้องเลือกของที่ดี”