พลันที่เจ้าสัวเจริญ ฮุบ เอฟ แอนด์ เอ็น- บิ๊กซีในไทย ภาพจิ๊กซอว์ธุรกิจเริ่มฉายชัด ถึงการเชื่อมโยงแผนที่ค้ากับ 5 ธุรกิจในเครือ สานแผนบุกโลก
กลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือ ทีซีซี กรุ๊ป นับเป็นกลุ่มทุนไทยที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ขยับขนาดมายืนที่รายได้กว่า 4 แสนล้านบาทต่อปี ภายใต้ระยะเวลากว่า 30 ปีของการก่อตั้งทีซีซี กรุ๊ป ใต้เงาเจ้าสัวแสนล้าน “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ประธานกรรมการ และ“คุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี” รองประธานกรรมการ
จากจุดเริ่มต้น ในธุรกิจขายสินค้าให้โรงงานสุรา พัฒนามาสู่การเป็นเจ้าของโรงงานสุรา จนได้รับสัมปทานโรงงานสุราทั้งหมด เมื่อเข้าสู่ยุคการค้าสุราเสรี ได้ประมูลโรงกลั่นสุราในนามกลุ่มแสงโสม และได้ขยายกิจการไปสู่ธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต่อเนื่อง เช่น เบียร์ แอลกอฮอลล์ น้ำตาล บรรจุภัณฑ์ และอื่นๆ
ตลอดจนได้เข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น การลงทุนในกลุ่มโรงแรมอิมพีเรียล กลุ่มนอร์ธปาร์ค กลุ่มพันธ์ทิพย์ การรุกสู่กลุ่มเกษตร รวมทั้งได้เข้าลงทุนในกิจการของกลุ่มธุรกิจที่สำคัญ เช่น กลุ่มเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (บีเจซี) และกลุ่มอาคเนย์ประกันภัย ประกันชีวิต เป็นต้น
พ้นจากยุคก่อร่างสร้างธุรกิจ จากนี้ไป จากนี้คือการสยายปีกธุรกิจจากทุนท้องถิ่น สู่ การค้าโลก ที่จับตาอย่างยิ่งว่า ยักษ์ทุนไทยรายนี้ “คิดการณ์ใหญ่” ปักหมุดหมายการค้าและการลงทุนบนแผนที่โลก ไว้อย่างไร
โดยเฉพาะหลังการทุ่มเงินกว่า 3 แสนล้านบาท ลุยซื้อกิจการ “เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ” หรือ เอฟแอนด์ เอ็น ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ อายุกว่า 130 ปี จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ เมื่อต้นปี 2556 ผ่าน 2 บริษัทในเครืออย่าง บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ และบริษัททีซีซี แอสเซ็ท
นั่นถือเป็น “จุดเริ่มต้นชัด” ของแผน “ติดสปีด-เร่งโต" ของทีซีซี กรุ๊ป ที่ครอบคลุมการค้า 40 ประเทศทั่วโลกที่เอฟ แอนด์ เอ็น ดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่เป็น “ฐานที่มั่น”
พลันซื้อกิจการเอฟ แอนด์ เอ็น ทำให้จากบริษัทเล็กเมื่อเทียบกับโกลบอลแบรนด์รายนี้ ก้าวกระโดดติด “Top5” บิ๊กเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เอเชีย เป็นรองเพียงคิริน และอาซาฮี จากญี่ปุ่น และไชน่า รีซอร์สเซส จากจีน
สานฝันใหญ่เจ้าสัวเจริญรุกการค้าโลก ผ่านแรงขับเคลื่อนของเหล่ากุนซือ และทายาท (อาทินันท์ -วัลลภา-ฐาปน-ฐาปณี-ปณต) และเขยใหญ่ (โชติพัฒน์ พีชานนท์ ดูแลกลุ่มธุรกิจประกันภัยและการเงินกลุ่มอาคเนย์) เขยกลาง (โสมพัฒน์ ไตรโสรัส ดูแลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์) และเขยเล็ก (อัศวิน เตชะเจริญวิกุล ดูแลธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้า-เบอร์ลี่ ยุคเกอร์)
เมื่อเป้าหมาย คือ ผลักดันบริษัทสู่ “สากล” ประกอบกับ กลุ่มธุรกิจมีถึง 5 กลุ่ม กลเกมกลยุทธ์การก้าวเดินของทีซีซี กรุ๊ป ที่ผ่านมา จึงเริ่มมองเห็นการ “ผนึกกำลัง” (Synergy) เชื่อมโยงธุรกิจต่างๆในกลุ่มเดินสู่คำว่า “ครบวงจร” เพื่อสร้างฐานธุรกิจให้เข้มแข็ง ตั้งแต่ต้นน้ำ- ปลายน้ำ
นอกจากนี้ ในแง่ทำเลที่ตั้งของแต่ละธุรกิจ ยังเริ่มเห็นการ “เชื่อมเส้นทางการค้าโลก” แบบ “แยกกันตี-ร่วมกันเดิน” เป็นแพลตฟอร์มเดียว (Single Platform) เป็นเครือข่าย “ใยแมงมุม”
โดย 5 กลุ่มธุรกิจ ประกอบด้วย
ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม โดยมีบมจ. ไทยเบฟเวอเรจ, บมจ.โออิชิ, เอฟแอนด์เอ็น เป็นหัวหอก
อุตสาหกรรมและการค้า นำทัพโดย บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์
ธุรกิจการเงินและประกัน มีบมจ.อาคเนย์ เคลื่อนทัพ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ นำโดยทีซีซี แลนด์ กรุ๊ป
และกลุ่มธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมการเกษตร มีบริษัท พรรณธิอร เป็นเรือธง
พ้นจากการซื้อธุรกิจเอฟแอนด์เอ็น ที่เห็นได้ชัดถึงการครอบคลุมเครือข่ายค้าในหลายสิบประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน “สิงคโปร์ - มาเลเซีย” จิ๊กซอว์ตัวต่อไปของเจ้าสัวเจริญ คือการเชื่อมอาเซียนตะวันตกให้เข้ากับ ซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) กุม 10 ประเทศอาเซียน ไว้ในแผนที่ค้า
โดยส่ง บมจ.เบอร์ลี่ฯ เข้ารุกธุรกิจอุตสาหกรรมและการค้า ในประเทศเวียดนาม ที่เป็นเหมือน “ศูนย์กลาง” (Hub) บุกตลาดซีแอลเอ็มอี ผ่าน เขยเล็ก “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เบอร์ลี่ ผู้กุมบังเหียนธุรกิจ
นอกจากการปักหมุดแผนที่การค้าครบทั้งอาเซียนแล้ว สิ่งที่เจ้าสัวเจริญมีความพยายามจะต่อหางธุรกิจสู่การมี “หน้าร้านค้าปลีก” เป็นของตนเอง เพื่อลดความเสี่ยงธุรกิจ และสร้างอำนาจต่อรองทางการค้า ผ่านบมจ.เบอร์ลี่ฯ เพื่อต่อธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์ ผลิตสินค้าอุปโภค-บริโภค และเวชภัณฑ์ ของเบอร์ลี่ฯ สู่ธุรกิจค้าปลีก
เริ่มจากการซื้อกิจการร้านหนังสือเอเชียบุ๊คส์, ร้านจำหน่ายยา ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม Ogenki ,ร้านสะดวกซื้อ B’s Mart กว่า 40 สาขาในนครโฮจิมินท์ ประเทศเวียดนาม, ห้างค้าปลีกประเภทชำระเงินสด “เมโทร แคช แอนด์ แครี่” ในเวียดนาม
ล่าสุด เจ้าสัวเจริญ ยังคว้า “บิ๊กซี” กว่า 700 สาขาในไทยมาครอง จาก “กลุ่มคาสิโน กรุ๊ป” ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกของฝรั่งเศส ด้วยการซื้อกิจการ วงเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท ดันให้เจ้าสัวเจริญ ขึ้นเป็นเจ้าของธุรกิจไฮเปอร์มาร์เก็ต อันดับ 2 ในไทย เป็นรองเพียง “เทสโก้ โลตัส” แม้จะเจ้าสัวเจริญจะพ่ายให้กับ “เซ็นทรัลกรุ๊ป” ในการฮุบบิ๊กซี 43 สาขาในเวียดนาม ก็ตาม
“บิ๊กซี” ในไทย จึงกลายเป็น“จิ๊กซอว์” ตัวใหญ่และใหม่ ที่จะมาเติมเต็ม“กิจการปลายน้ำ” ให้อาณาจักรของราชันย์น้ำเมา จากรายได้กว่าแสนล้านบาทต่อปี (ณ สิ้นปี 2558 บิ๊กซีในไทยมีรายได้ 1.33 แสนล้านบาท มีกำไร 6,897.59 ล้านบาท) ของบิ๊กซี ที่สุดท้ายจะวกมาหนุนเนื่องกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (ไทยเบฟ เสริมสุข โออิชิ เอฟแอนด์เอ็น) ที่มีแบรนด์สินค้าในพอร์ตเป็นจำนวนมาก
"เราเคยผิดหวังมาแล้ว ในการซื้อคาร์ฟูร์ในไทย เพราะตอนนั้นผมเองยังไม่กล้าให้เบอร์ลี่ฯ ไปสร้างหนี้นะครับ ผมก็กลัวไม่กล้าสู้เต็มที่” ประโยคพะวงความเสี่ยงที่ “เจ้าสัวเจริญ” ยอมรับในการประชุมผู้ถือหุ้นเบอร์ลี่ฯ เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่กับกรณีของบิ๊กซี
ก่อนจะขยายความต่อว่า “ตอนหลังเมื่อมีความรู้จากการซื้อเอฟ แอนด์ เอ็น ก็รู้ว่าวิธีการที่จะเข้าไปบุกตลาด จำเป็นต้องควบรวมกิจการ ต้องเพิ่มทักษะ ทำให้ผมมีความรู้มากขึ้น”
นี่คือสิ่งสะท้อนความคิดเจ้าสัวเจริญ ว่า จากนี้ไปเขามองการ “ซื้อและควบรวมกิจการ” เป็นทางลัด และดูจะเป็นเรื่องปกติ ของการสร้างการเติบโตทางธุรกิจ “ชั่วข้ามคืน” สไตล์คนใจร้อน คิดเร็ว ทำเร็ว เดินเร็ว อย่างเจ้าสัวเจริญ
ในส่วนของกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ จิ๊กซอว์หลักอยู่ธุรกิจนี้ ขาหนึ่งมาจากการซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็น ที่ได้ธุรกิจอสังหาฯมูลค่ามหาศาลพ่วงมาด้วย ครอบคลุมธุรกิจที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงาน ห้างค้าปลีก และธุรกิจพักผ่อนอยู่ในกว่า 70 ประเทศทั่วโลก จึงเป็นส่วนหนึ่งที่เจ้าสัวเจริญเลือกใช้ “ทีซีซี แอสเซ็ท" เป็นหนึ่งในสองบริษัทที่เข้าไปซื้อกิจการเอฟ แอนด์ เอ็น
ขณะที่ทีซีซี แลนด์ ในเครือของทีซีซี กรุ๊ป ธรกิจอสังหาฯดั้งเดิมของเจ้าสัว ก็มีธุรกิจอยู่ถึง 51 แห่ง ใน 11 ประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะในธุรกิจโรงแรม ที่อดีตเคยถูกเรียกขานว่าเป็น “แดนสนธยา” ที่ไม่ค่อยเปิดเผยรายละเอียดธุรกิจการบริหารภายใต้เชนโรงแรมต่างชาติ ที่ผ่านมายังเห็นการจัดทัพธุรกิจอสังหาฯ ผ่านบริษัทในเครืออย่าง บมจ.ยูนิเวนเจอร์ บมจ.แผ่นดินทอง พร็อพเพอร์ตี้ บริษัทแกรนด์ ยูนิตี้ดิเวลล็อปเม้นท์ จำกัด เป็นต้น
แน่นอนว่า หากเจ้าสัวเจริญเห็นการเชื่อมโยงกับธุรกิจอสังหาฯ เข้ากับธุรกิจอื่นได้ ย่อมไม่พลาดที่จะต่อสายธุรกิจถึงกันให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ส่วนธุรกิจเกษตร ที่ผ่านมาทีซีซี กรุ๊ป เข้าไปปลูกทั้งกาแฟ ปาล์มน้ำมัน ไร่อ้อย อยู่ในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ลาว กัมพูชา ผลิตวัตถุดิบการเกษตรมาป้อนไทย ต่อจิ๊กซอว์กระบวนการผลิตสินค้าของทีซีซี กรุ๊ปให้ครบวงจรมากขึ้น เช่น การนำวัตถุดิบทางการเกษตรมาใช้ในกระบวนการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ที่ผ่านมาเจ้าสัวเจริญยังได้ชื่อว่าเป็นแลนด์ลอร์ดตัวจริง ที่มีที่ดินกระจายอยู่ทั่วประเทศ และประเทศเพื่อนบ้าน ชนิดที่นับโฉนดไม่ไหว
ธุรกิจเกษตรฯยังถูกเชื่อมโยงกับธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก ด้วยการผุด “เอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต” ร้านค้าปลีกและค้าส่ง ภายใต้แนวคิดใหม่ที่เป็นการผสมผสานระหว่างธุรกิจแคชแอนด์แครี่ ค้าปลีก และมอลล์ เข้าไว้ด้วยกัน ส่วนหนึ่งเพื่อแก้ไขปัญหาการขนถ่ายวัตถุดิบการเกษตร เพื่อไม่ให้เกิดการบรรทุกเที่ยวเปล่า (Back haul) นอกจากจะขนส่งไปใช้ในกระบวนการผลิตแล้ว เที่ยวกบับยังขนสินค้ากลับไปจำหน่ายในช่องทางต่างๆของเมก้า มาร์เก็ต ที่กระจายอยู่ตามตะเข็บชายแดน ด้วย
ขณะที่ธุรกิจการเงิน “กลุ่มอาคเนย์” ถือเป็นธุรกิจสนับสนุนธุรกิจทุกกลุ่ม ด้วยการเข้าไปรับประกันภัย และประกันชีวิต ให้กับธุรกิจของทีซีซี กรุ๊ป ทั้งหมด ขยายผลไปถึงการรับประกันพันธมิตรธุรกิจ และบริษัทอื่นๆ นอกเหนือจากทีซีซี กรุ๊ป
ล่าสุดคือการรับประกันทรัพย์สินให้กับบิ๊กซีในไทย คิดเป็นเบี้ยประกันต่อปีมูลค่าราว 200 ล้านบาท
เหล่านี้คือภาพต่อจิ๊กซอว์ “อาณาจักร” เจ้าสัวเจริญ ที่การประกาศซื้อกิจการแต่ละครั้ง ไม่ใช่ การมองชั้นเดียว แต่ได้เกิดการเชื่อมโยงความคิด การค้า หลายชั้น มองทั้งองคาพยพธรกิจ บนแพลตฟอร์มเดียวกัน อย่างแท้จริง
-------------------------------
เบอร์ลี่ฯ ฮุบบิ๊กซี
“ปีแห่งการวางรากฐาน”
หลังเจ้าสัวเจริญ ใส่พาน บิ๊กซีกว่า 700 สาขาให้อยู่ภายใต้การดำเนินการของ บมจ.เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ส่งผลให้ขนาดสินทรัพย์ และรายได้ของเบอร์ลี่ฯ เติบโตก้าวกระโดด จากรายได้บิ๊กซีในไทย กว่าแสนล้านบาทต่อปี
ปีนี้สำหรับเบอร์ลี่ฯ จึงเป็นปี ของการผสานบิ๊กซี เข้ากับธุรกิจเดิม ที่ “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” ซีอีโอเบอร์ลี่ฯ ใช้คำว่า ปีที่ 134 สำหรับเบอร์ลี่ฯ จะเป็นปีแห่งการ “ปรับและวางรากฐานใหม่”
ก่อนขยายความว่า บริษัทจะมุ่งสร้างโมเดลธุรกิจที่สำคัญเพื่อสร้างการเติบโตธุรกิจในระยะกลาง 10-20 ปีข้างหน้า หรือการสร้าง S-curve (การเติบโตของธุรกิจที่สูงขึ้นต่อเนื่อง)
"จากจุดนี้จะโตต่อไปได้ เราจะต้องมีฐานใหม่ และปีนี้เราก็ได้มีการลงทุน เพื่อสร้างรากฐานใหม่ที่สำคัญออกไปด้วย” เขาย้ำ
รากฐานที่ว่า ยังให้น้ำหนักในเรื่องของการสร้างสาธารณูปโภคทางการตลาดหรือ Market infrastructure เป็นแหล่งเก็บฐานตลาด ข้อมูลผู้บริโภคเชิงลึกเพื่อให้ทราบพฤติกรรมผู้ซื้อสินค้า ทั้งอายุ ประเภทสินค้า ขนาด ราคา ตามหลัก 6W1H โดยอาศัยการเก็บข้อมูลจากช่องทางจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า เช่น ห้างบิ๊กซี ห้างเมโทร แคช แอนด์ แครี่
“วางรากฐานเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงมากขึ้น จริงๆเราเข้าถึงผู้บริโภคได้ระดับหนึ่ง แต่มันยังไม่ลึกมาก ไม่รู้ว่าวันหนึ่งผู้บริโภคซื้อผัก-ไก่กี่กิโลกรัม แต่ตอนนี้เรามีช่องทางจำหน่ายต่างๆมากขึ้น ทั้งจากบิ๊กซี การบริหารห้างเมโทรฯ เพราะอีกหน่อยมันจะมีข้อมูลมหาศาล (Big data) เข้ามา แต่วิธีการต่างๆของเรายังไปไม่ถึงขั้นย่อยข้อมูลลูกค้า”
ธุรกิจปลายน้ำยังไม่หมดแค่นั้น เพราะยังมีร้านสะดวกซื้อบีส์ มาร์ท 120 สาขาในเวียดนาม ซึ่งอนาคตเขาบอกว่า อาจใช้กลยุทธร่วมกับ เอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต,เอ็ม-พ้อยท์มาร์ท ในลาว ซึ่งปีนี้จะขยายให้ครบ 50 สาขาทั่วประเทศ รวมทั้งบิ๊กซีที่ได้สิทธิ์ถึงลาวก็ต้องหารือกับพันธมิตรท้องถิ่น, บริหารเอ็มเอ็ม เมก้า มาร์เก็ต 2 สาขาในไทย ซึ่งห้างดังกล่าวอยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท ทีซีซี โลจิสติกส์ แอนด์ แวร์เฮ้าส์ จำกัด(TCCLW) และมีแผนจะขยายสาขาให้ครบ 15 แห่ง ภายในปี 2562 โดยเน้นเจาะจังหวัดชายแดนและหัวเมืองใหญ่ เมื่อผนึกกลยุทธ์กับบิ๊กซี จะเห็นภาพการครองตลาดทั่วทุกหัวระแหง
ที่เพิ่มมาคือ“ช่องทางอีคอมเมิร์ซ” อย่าง www.bjcmart.com ที่จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคใน“ราคาโรงงาน”และ www.asiabooks.com จำหน่ายหนังสือภาษาอังกฤษจากทั่วทุกมุมโลก ขณะที่การได้บิ๊กซียังพ่วงออนไลน์อย่าง www.cdiscount.co.thมาได้ด้วยซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซรายใหญ่ของโลก และเมื่อยึดโยงภาพใหญ่ของทีซีซี กรุ๊ป ที่มีทีซีซี พริวิเลจ มาร์ท https://tccprivilege.tcc.co.thให้ช้อปออนไลน์ครอบคลุมสินค้าและบริการทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจของเครือ นี่ทำให้ปลายน้ำ“แข็งแกร่ง” ยิ่งกว่าเสริมใยเหล็ก เพิ่มความได้เปรียบด้านการแข่งขันในสมรภูมิการค้า
ส่วนภาพค้าปลีกของบีเจซีในไทยในไทยจะเป็นอย่างไร อัศวินขอเวลาอีกนิด เพราะเพิ่งเข้าไปซื้อกิจการบิ๊กซี เสร็จ เมื่อวันที่ 22 มี.ค.2559
“อีกหน่อยบีกซีและเบอร์ลี่ฯ จะประสานงานกันมากขึ้น”
“จะขยายธุรกิจทุกช่องทาง เพราะการสร้าง Single Platform จะเชื่อมโยงเครือข่ายสาธารณูปโภคในการกระจายสินค้า ต้องมองทุกช่องทาง”
อัศวิน ขยายความถึง “Single Platform" สำหรับเบอร์ลี่ฯ ว่าเป็นยุทธศาตร์ที่เบอร์ลี่ฯ กำลัง“สร้างเครือข่ายร้านค้า" เป็นของตัวเองทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นร้านแบบเฉพาะเจาะจง (Specialty store) ร้านโมเดิร์นเทรด ขนาดเล็ก-ใหญ่ ร้านขายยา เป็นต้น เมื่อร้านค้าและช่องทางจำหน่ายมีมากมาย ก็จะเชื่อมประสานกัน ไม่ใช่แค่ไทย แต่ยึดโยงทั่วอาเซียน เช่น ไทยต่อลาว, ไทย-เมียนมาร์, ไทย-กัมพูชา, ไทย-เวียดนาม ขยายจากเวียดนามต่อลาว ลาว-กัมพูชา
“อีกหน่อยก็จะเป็นแผ่นเดียวกัน นำสินค้าต่างๆเชื่อมโยงกันทั้งภูมิภาค มีช่องทางแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการและกำลังคนกันมากขึ้น ซึ่งเราเองกำลังเชื่อมตรงนี้ เราจะเป็นส่วนช่วยแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ เรื่องของคน และเรื่องของเงินทุนในภูมิภาคนี้มากขึ้น ตรงนี้เองที่เรียกว่าซิงเกิ้ล แพลทฟอร์ม” จุดนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งและความสามารถในการแข่งขันให้กับเบอร์ลี่ฯในภูมิภาคได้มากขึ้น
ภาพSingle Platformที่เชื่อมการค้าเบอร์ลี่ฯ และเอื้อต่อทีซีซี กรุ๊ป ที่เห็นชัดยกให้การใช้“ไทย” และ“เวียดนาม”เป็นประเทศยุทธศาสตร์หลัก เพราะทั้ง 2 นั้นมีธุรกิจต้นน้ำคือมีโรงงานบรรจุภัณฑ์ ผลิตสินค้า มีกลางน้ำคือช่องทางจัดจำหน่ายและกระจายสินค้าแข็งแกร่ง และปลายน้ำคือมีร้านค้าปลีกจำหน่ายสินค้าส่งถึงมือผู้บริโภคปลายทางครบสมบูรณ์
จากนี้ไปคือการขยายโมเดลธุรกิจที่เป็นธรรมออกไปสู่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และมาเลเซียมากขึ้น โดยการโฟกัสตลาดอาเซียนยังให้น้ำหนัก 6 ประเทศที่มีภูมิประเทศเป็น“แผ่นดิน” โดยอาศัย“จุดแข็ง”ของบริษัทปูทางสู่ตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ตรงจุด
ส่วนกลยุทธ์การเข้าไปขยายธุรกิจมีทั้งการลงทุนสร้างเอง(Greenfield) และทางลัดซื้อและควบรวมกิจการ เพราะบางประเทศมีข้อจำกัดที่ “ขนาด” เช่น กัมพูชา ลาว เป้าหมายการซื้อกิจการมีไม่มากนัก ล่าสุด การรุกคืบเจาะตลาดเมียนมาร์ ไม่ต่างจากทั่วโลกเข้าไปช่วงชิงขุมทรัพย์กำลังซื้อประมาณ 65 ล้านคน ด้วยการว่าจ้างโรงงานในพื้นที่ให้ผลิตสบู่นกแก้วให้ จากที่ส่งสินค้าอุปกรณ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์
“มีงานต้องทำอีกเยอะ ในการเชื่อมโยงภูมิภาค โดยเราก็เน้น 6 ประเทศหลักที่เป็นแผ่นดิน โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางถ้าทำตรงนี้ได้เราจะคุยกับผู้บริโภคเชื่อมกัน 200 ล้านคน!”
หากยุทธศาสตร์นี้สมบูรณ์แบบ จะผลักดันให้บีเจซีสร้างเครือข่ายการกระจายสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง และจะเป็น “ผู้นำ” การดำเนินธุรกิจในแต่ละประเทศ เชื่อมโยงเครือข่ายสินค้าและบริการทุกส่วนในแต่ละห่วงโซ่การผลิต(Supply Chain)
ทั้งหมดสอดคล้องกับวิสัยทัศน์บริษัท“ในการจะเป็นบริษัทชั้นนำของคนไทยที่มุ่งสร้างสรรค์และส่งมอบบสินค้าและบริการที่เป็นเลิศตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในไทยและก้าวไกลสู่ภูมิภาค”และที่มากไปกว่านั้นคือการสร้างขุมพลังเพื่อเดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 134 อย่างมั่นคงและนำพาบริษัทของคนไทยไปสู่ตลาดโลก!อีกขั้นด้วย
หากเทียบทั้งตลาดในเซ็กเตอร์เดียวกัน วันนี้อัศวินยังมองไม่เห็นคู่แข่งทีมีโมเดลธุรกิจแบบเดียวกันชัดเจน แต่ในทุกเซ็กเตอร์บีเจซียืนอยู่นั้นล้วนเป็น 1 ใน 3เรียบร้อยแล้ว เช่น ธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว, สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างกระดาษทิชชู่, สบู่ก้อน, ขนมขบเคี้ยวประเภทมันฝรั่ง, ข้าวอบกรอบ เป็นต้น
“เราพยายามเป็น 1 ใน 3 ให้ได้ในทุกธุรกิจที่เราเกี่ยวข้องอยู่ จะเห็นว่าเราเป็นบริษัทไทยในไม่กี่บริษัทที่ชกกับโลก และสามารถที่จะยืนอยู่ได้ ยิ่งดูการลงทุนช่องทางต่างๆจนมีความแข็งแกร่งมากอันดับหนึ่ง ในต่างประเทศบีเจซีก็เป็นผู้ลงทุนอันดับต้นๆในเวียดนาม สร้างสิ่งดีให้เวียดนาม และจะลงทุนสู่ลาว กัมพูชา เมียนมาร์มากขึ้น และผมว่ามันคงไม่จบ”
ส่วนจะเป็น“ผู้นำเบอร์ 1” เมื่อไหร่ เขาทิ้งประโยคว่า
“ธุรกิจ..เมื่อไหร่ที่ไม่ขยาย ก็เท่ากับถอยหลัง เป้าหมายต้องทำให้แข็งแกร่งมากขึ้น ต้องทำให้มันยิ่งใหญ่และมั่นคง”
--------------------------------------
ธุรกิจในเวียดนามเผชิญแรงต้าน
เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ สร้างฐานธุรกิจในเวียดนามครบวงจร ตั้งแต่ ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเซ็กเตอร์ที่เข้าไปจับนั้นล้วนแล้วแต่ติด“Top” เช่น อิจิบัง คัมปะนี ลิมิเต็ด ผู้ผลิตเต้าหู้ชนิดต่างๆ ที่ครองส่วนแบ่งตลาดมากถึง 75%
บริษัทTBC-Ball Beverage Can Vietnam Limitedโรงงานผลิตกระป๋องใหญ่ระดับอาเซียน มีช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านภูไท, ไทยคอร์ป อินเตอร์เนชั่นแนล และไทอัน กรุ๊ป ธุรกิจกระจายสินค้าของทีซีซี กรุ๊ป ครอบคลุมเวียดนามเหนือจรดใต้ 2 แสนจุดจำหน่าย และห้างค้าปลีกประเภทแคช แอนด์ แครี่อย่างเมโทร 19 สาขา ใน 14 เมือง ครองส่วนแบ่งตลาด 22%และร้านสะดวกซื้อบีส์ มาร์ท 120 สาขา การเป็น “เจ้าตลาด”
ทำให้ถูกจับจ้องจากสังคม จนเกิดกระแส “ต้าน” ทุนไทยอย่างเบอร์ลี่ฯ
ในประเด็นนี้ แม่ทัพเบอร์ลี่ แจงว่า เกิดจาก“การแข่งขัน”และ“คู่ต่อสู้”ปล่อยหมัดมา เพราะในมุมของการเข้าไปทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางค้าปลีก ท้ายที่สุดก็เป็นเวทีในการนำสินค้าเกษตรของเวียดนามมาวางบนเชลฟ์ตอบโจทย์ผู้บริโภค
ส่วนการผลิตสินค้าก็มีการช่วย “ยกระดับ” มาตรฐานการผลิตให้เข้าขั้นอินเตอร์เพื่อส่งออก แม้กระทั่งคนเวียดนามเอง ก็ถูกถ่ายทอดทักษะเพิ่มพูนความรู้ นำไปสู่ประสิทธิภาพแรงงานที่ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อประเทศเวียดนามในอนาคต
“เป็นกระแสจากคู่แข่ง (ค้าปลีก) เราแข่งกันอยู่ในเกม แต่ที่เวียดนามเป็นเรื่องละเอียดอ่อนนิดหนึ่ง”
ทั้งนี้ ย้ำว่า ทีซีซี กรุ๊ปของท่านประธานเจริญ เป็น Good Corporate Citizen หรือ เป็นบรรษัทพลเมืองที่ดีของเวียดนาม
“และเป็นอย่างนี้กับทุกประเทศ”
อย่างไรก็ตาม การเผชิญอุปสรรคและแรงเสียดทานการค้าจากเจ้าบ้าน จึงตระหนักว่าปัจจัยเสี่ยงในต่างแดน และต้องหาวิธีรับมือ โดยทุกที่ๆเข้าไปลงทุน ทั้งภาคธุกิจ สังคม การแข่งขัน การเมืองเป็นสิ่งเบอร์ลี่ฯ คำนึงถึงอยู่เสมอ
“ฉะนั้นเราต้องโลวโปรไฟล์ไป”


