จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ วันนี้"มีวนา" มีผลผลิตกาแฟออร์แกนิคที่ได้รับการรับรอง“ใหญ่ที่สุดในประเทศ”ธุรกิจเติบโต มีเม็ดเงินคืนสู่สังคมอย่างยั่งยืน
3 ปีก่อน กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีโอกาสพูดคุยกับ “ธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข” กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนเนท เอสอี จำกัด กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE)ที่ก่อตั้งโดย มูลนิธิสายใยแผ่นดิน
ในวันนั้นเขาแนะนำให้เราได้รู้จักกับ “มีวนา” (MiVana) กาแฟรักษาป่า ที่งอกงามใต้ร่มไม้ใหญ่ ซึ่งจะเข้ามาแก้ปัญหาป่าต้นน้ำ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน เพื่อความสุขร่วมกันของทั้ง “คนและป่า”
ผ่านมา 3 ปี เราได้เจอกันอีกครั้งใน งาน “Taste Sustainability–รักรสมีวนา รักษ์ป่ายั่งยืน” ณ สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์ เลยได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของพวกเขา
จากกิจการเล็กๆ วันนี้ มีวนา สามารถขยายการทำงานสู่ 9 หมู่บ้าน ในป่าต้นน้ำ แม่ลาว แม่สรวย และแม่กรณ์ จ.เชียงราย ทำงานกับเกษตรกร 310 ครอบครัว บนพื้นที่นับ 8,200 ไร่ มีผลผลิตกาแฟออร์แกนิค ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ จาก สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movements – IFOAM) ถึงประมาณ 300 ตันต่อปี กลายเป็นแหล่งผลิตกาแฟอินทรีย์ที่ได้รับการรับรอง “ใหญ่ที่สุดในประเทศ”
“จากจุดเริ่มต้นจนถึงตอนนี้ เรามีความเข้าใจ และมีพัฒนาการในการที่จะทำให้ธุรกิจมีความยั่งยืนมากขึ้น”
ธีรสิทธิ์ บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงสำคัญ หลังเริ่มเห็นทางไขโจทย์ยากสุดของการทำกิจการเพื่อสังคม อย่าง จะทำอย่างไรให้ธุรกิจยั่งยืน เพื่อนำดอกผลไปแก้ปัญหาสังคมได้อย่างต่อเนื่อง
คำตอบที่ค้นพบ ไม่เพียงการทำงานที่มุ่งมั่นจริงจัง ในการดึงพลังชุมชนมาร่วมรักษาป่าต้นน้ำ นำธรรมชาติที่สูญหายกลับคืนผืนป่า หรือขยายคนร่วมอุดมการณ์และพื้นที่ปลูกกาแฟอินทรีย์ไปให้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทว่ายังมีหัวใจสำคัญ ซึ่งเป็นคอนเซ็ปต์ที่มีวนายึดมาตั้งแต่ต้น นั่นคือ “ผลิตภัณฑ์ต้องดีเลิศ”
"เราต้องมีผลิตภัณฑ์ที่ดีเลิศ ถึงจะสามารถช่วยชาวบ้าน และช่วยรักษาป่าให้เกิดความยั่งยืนได้ เพราะถ้ามีแต่คอนเซ็ปต์ในเรื่องช่วยชาวบ้าน หรือรักษาป่าอย่างเดียว แต่ผลิตภัณฑ์ไม่ดี ก็ไม่มีทางยั่งยืน”
นั่นคือเหตุผลที่พวกเขาเริ่มจากพัฒนาคุณภาพของกาแฟให้ดีเยี่ยม โดยหามาตรฐานที่ได้รับการยอมรับระดับโลกมาการันตีคุณภาพ (IFOAM) หาเวทีประกวดเพื่อให้คนกลางมาช่วยตัดสิน โดยที่ผ่านมามีวนาได้รับรางวัลมาหลายเวที เช่น รางวัล Best Quality Award จากการประกวดกาแฟคุณภาพในงาน Thailand Coffee, Tea and Drink ถึง 2 ปีซ้อน (2013 -2014)
ระหว่างทางของการทำคุณภาพ คือพัฒนาเรื่องแบรนด์ โดยปัจจุบันโมเดลการทำธุรกิจมีทั้งเป็น “โออีเอ็ม” รับจ้างผลิตให้กับร้านกาแฟเชนต่างๆ และมีแบรนด์ของตัวเองชื่อ “มีวนา” (MiVana) ซึ่งพัฒนารสชาติใหม่ๆ มาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดก็เพิ่งเปิดตัว “มีวนา ซิกเนเจอร์” (MiVana Signature Blend) ที่ผู้บริโภคสามารถนำไปชงได้ทั้งร้อนและเย็น
ทำของดีเลิศได้ ก็มามองหา “ตลาด” ซึ่งวิธีการของมีวนาคือ ไม่ทำงานคนเดียว แต่ใช้การ “สร้างเครือข่าย” หามิตรสหายมาขยายความรู้จักและสนับสนุน “มีวนา” ให้กว้างขึ้น ซึ่งปัจจุบันผู้สนับสนุนรายสำคัญก็คือ “กลุ่มบริษัทพรีเมียร์” โดย “วิเชียร พงศธร” กรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทพรีเมียร์ บอกเราว่า กาแฟอินทรีย์รักษาป่ามีวนา ถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมีวนามีรายได้จากการขายกาแฟออร์แกนิค แต่ขณะเดียวกันกระบวนการทั้งหมดก็คำนึงถึงประโยชน์โดยรวมของทุกภาคส่วนด้วย ไม่ว่าจะธุรกิจ เกษตรกร ผู้บริโภค สังคม และสิ่งแวดล้อม
“ผมอยากเห็นภาคธุรกิจและสังคมโดยรวมมีความเชื่อร่วมกันว่า การประกอบธุรกิจที่สร้างคุณค่าสู่สังคมเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้จริง และผู้บริโภคยังสามารถมีส่วนร่วมในการนำส่งคุณค่านั้น ด้วยการสนับสนุนสินค้าหรือบริการที่ดีเหล่านี้” เขาบอก
จากกาแฟที่หลบซ่อนอยู่ในป่า วันนี้มีวนาเสิร์ฟความอร่อยอยู่ในร้านกาแฟเชนใหญ่ 2 ราย และเหล่าผู้สนับสนุนรายย่อย เช่น บริษัท เดลี่โฮม จำกัด, ร้าน THE COFFEE BRICK ใน จ.ภูเก็ต และโรงแรมรายาวดี จ.กระบี่ เหล่านี้เป็นต้น
เมื่อตลาดเกิด ก็มีเม็ดเงินกลับคืนสู่ชุมชนมากขึ้น ด้วยการทำธุรกิจที่ยึดหลักการค้าที่เป็นธรรม(Fair Trade) ทำให้เกษตรกรมีรายได้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 18% โดยพวกเขายังเพิ่มราคารับซื้อกับเกษตรกรที่ผลิตและขายเมล็ดกาแฟออร์แกนิคตามมาตรฐานที่กำหนด (Organic Premium) เพื่อให้เกษตรกรในท้องถิ่นมีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ ขณะเดียวกันยังมีเงินก้อนส่วนกลางที่จะมอบให้กับชุมชนเพื่อนำไปพัฒนาชุมชนในประเด็นต่างๆ ตามความต้องการอีกด้วย เช่น สร้างถนน สร้างสนามกีฬา ช่วยเหลือผู้สูงอายุในหมู่บ้าน เป็นต้น
“สุวัฒน์ สิทธิบุญ” ผู้ใหญ่บ้าน บ้านห้วยมะเกลี้ยง ต.ป่างิ้ว อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ หลังชุมชนหันมาร่วมกันปลูกกาแฟอินทรีย์ และออกกฎห้ามใช้สารเคมีทั้งหมู่บ้านว่า ชาวชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น คุณภาพชีวิตดีขึ้น และสุขภาพก็ดีขึ้นมากด้วย ที่สำคัญไปกว่าสุขภาพของตัวเอง คือสุขภาพของผืนป่า หลังสัตว์ป่าที่เคยสูญหาย จากการตัดไม้ทำลายป่า เริ่มกลับมาฟื้นความสุขให้กับผืนป่าได้อีกครั้ง
ขณะที่ “อนันท์ โซคากุ” ผู้ใหญ่บ้าน บ้านใหม่พัฒนา ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย บอกผลลัพธ์ที่สำคัญไปกว่าด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือสิ่งแวดล้อม ก็คือ การที่ชาวบ้านตัวเล็กๆ อย่างพวกเขา “มีศักดิ์ศรี” และมีอำนาจต่อรองกับตลาดได้มากขึ้น นั่นเอง
ธีรสิทธิ์ รายงานผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาว่า มีรายได้รวมประมาณ 10 ล้านบาท เติบโตประมาณ 100% ในปีนี้หลังปรับกลยุทธ์ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ใหม่แล้ว ตั้งเป้าว่าธุรกิจจะเติบโตได้สูงถึง 600% หรือมีรายได้รวมประมาณ 60 ล้านบาท เพราะมั่นใจว่าพวกเขาพร้อมแล้วที่จะรุกตลาดอย่างเต็มที่
“ปีนี้เราตั้งเป้าว่า จะขายให้ได้ที่ 60 ล้านบาท ซึ่งเรามีต้นทุนที่ต้องจ่ายให้เกษตรกรกว่า 40 ล้านบาท รวมถึงค่าใช้จ่ายในเชิงการบริหารจัดการต่างๆ อีกส่วนหนึ่ง เราเติบโตได้ แต่ยังต้องพยายามอีกเยอะ เรายังต้องเหนื่อยอีกเยอะมาก และธุรกิจก็คงยังไม่คุ้มทุน เพราะเงินที่เข้ามา ต้องคืนไปให้กับชุมชนด้วย แต่นี่ก็เป็นความตั้งใจของเราตั้งแต่แรกอยู่แล้ว”
เขาบอกเป้าหมายที่ต่างกันของธุรกิจทั่วไปและกิจการเพื่อสังคม เพราะถ้าวัดกันที่ผลของสังคม พวกเขาก็ “กำไร” ไปนานแล้ว
ความสำเร็จของแบรนด์เล็กๆ ที่ชื่อมีวนา ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทั้งในเชิงธุรกิจและสังคม มาจากหัวใจสำคัญที่ผู้บริหารกรีนเนทฯ บอกเราว่า คือ “การยืนหยัดในสิ่งที่ทำ” และไม่ได้ทำแค่กาแฟออร์แกนิค แต่เป็น “Social Coffee” และ “Environmental Coffee” คือ กาแฟที่มุ่งมั่นช่วยสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม
“กาแฟมีวนา มีองค์ประกอบสำคัญ 3 อย่าง คือ คุณภาพ สังคม และ สิ่งแวดล้อม”
ซึ่งพลังทั้ง 3 นั้น ก็คือแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำพา “มีวนา” ไปสู่การเป็นธุรกิจที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริงในอนาคต





