วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ERW - ซื้อเก็งกำไร

จิ๋วจะเริ่มแจ๋วปีนี้

ประเด็นการลงทุน

ผลประกอบการปี 2559 ของ ERW น่าจะกลับมาฟื้นตัวเต็มรูปแบบ ในขณะที่ราคาหุ้นยังไม่ปรับตัวขึ้นตามกำไรพื้นฐานที่ฟื้นตัวดังกล่าว (โดยเราหุ้นของ ERW ปรับตัวได้ช้ากว่ากลุ่มตั้งแต่เหตุการณ์ระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม ในวันที่ 17 ส.ค.ในปีที่ผ่านมา) โดยเรามองว่า ERW เป็นหุ้นประเภทราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าสินทรัพย์ที่แท้จริงมากเกินไป โดยเราคาหุ้นซื้อขายที่ระดับต่ำกว่ามูลค่าทดแทน (replacement value) ที่ 7.54 บาท อยู่ถึง 41% ทำให้เรายังคงคำแนะนำ ซื้อเก็งกำไร และปรับเพิ่มราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2559 (จากวิธีคิดลดเงินสด , DCF) เป็น 5.20 บาท/หุ้น (จาก 4.60 บาท) สะท้อนการปรับเพิ่มประมาณการกำไร, อ้างอิงคิดลดมูลค่าเงินสด อยู่ 40%, WACC ที่ 9.8% และ terminal growth ที่ 2%

ปรับเพิ่มประมาณการกำไร

เราปรับเพิ่มประมาณการกำไรหลักขึ้น 48% เป็น 338 ล้านบาท สำหรับปี 2559 และ 32% เป็น 392 ล้านบาท สำหรับปี 2560 เนื่องจากอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายที่ลดลงจากอานิสงค์ของ operating leverage โดยเราปรับลดประมาณการอัตราส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อรายได้รวม ลดลงจาก 44.2% เป้น 41.9% สำหรับปี 2559 และจาก 44.2% เป็น 42.6% สำหรับปี 2560 ส่งผลให้อัตรากำไรปกติปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเพียง 3.8% ในปี 2558 เป็น 5.6% ในปี 2559 และ 5.7% ในปี 2560 ตามละดับ ทั้งนี้บนประมาณการกำไรใหม่ของเรานั้นแสดงถึงกำไรหลักที่เติบโตก้าวกระโดดสูงถึง 71% สำหรับปี 2559 และ 16% สำหรับปี 2560 โดยเราคาดรายได้จากธุรกิจโรงแรมเพิ่มขึ้น 15% ในปี 2559 จากอัตราการเข้าพักที่สูงขึ้นเป็น 80% (เทียบกับ 73% ในปี 2558) และจำนวนห้องเพิ่มขึ้น 11% เป็น 6,310 ห้อง โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักปี 2559 คาดเติบโตขึ้นสำหรับทุกกลุ่มได้แก่ เติบโต 11% สำหรับกลุ่มโรงแรมหรู (luxury), 10% สำหรับโรงแรมระดับกลาง (midscale), 12% สำหรับห้องพักชั้นประหยัด (economy) และ 36% สำหรับห้องพักราคาถูก (budget)

คาดไม่ขาดทุนแม้อยู่ในช่วงโลว์ซีซั่น

ERW คาดรายงานกำไรหลักไตรมาส 1/59 ทำสถิติสูงสุดใหม่รายไตรมาสที่ 180 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% YoY และ 73% QoQ เนื่องจากการฟื้นตัวในทกุกลุ่มโรงแรม ทั้งนี้สำคัญที่สุดคือบริษัทจะสามารถความประหลาดใจเชิงบวกต่อเราและตลาดที่บริษัทจะไม่มีผลขาดทุนสำหรับช่วงที่มิใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวในไตรมาส 2/59 และ 3/59 (เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์) โดยเราคาดกำไรหลักน่าจะแตะจดคุ้มทุนไตรมาส 2/59 (ซึ่งเป็นไตรมาสที่ผลประกอบการเป็นจุดต่ำที่สุดของปี) และบริษัทน่าจะสามารถรายงานกำไรได้บ้างในไตรมาส 3/59 โดยนอกเหนือจากการผลการดำเนินงานหลักแล้วเราคาดว่าบริษัทจะมีการบันทึกกำไรจากการขายห้องแถว (ใกล้โรงแรมฮอปอินน์) ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรสุทธิให้สูงขึ้นได้อีกโดยเฉพาะช่วงที่มิใช่ฤดูกาลท่องเที่ยว โดยเราคาดกำไรจากการขายห้องแถวประมาณ 3 ล้านบาท ในไตรมาส 1/59, 12 ล้านบาทในไตรมาส 2/59 และ 6 ล้านบาท ในไตรมาส 3/59 ดังนั้น เราประมาณการกำไรสุทธิไตรมาส 1/59 ที่ 183 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 31% YoY), 13 ล้านบาทในไตรมาส 2/59 (เทียบกับขาดทุนสุทธิ 25 ล้านบาท ในไตรมาส 2/58), 26 ล้านบาท ในไตรมาส 2/59 (เทียบกับขาดทุนสุทธิ 20 ล้านบาทในไตรมาส 3/58) และ 137 ล้านบาทในไตรมาส 4/59 (เพิ่มขึ้น 32% YoY)

การขายสินทรัพย์เข้า REIT จะเป็นประเด็นบวกที่ยังมิได้รวมในประมาณการ

การขายสินทรัพย์ยังคงเป็นแผนระยาวของบริษัท เพื่อที่แสดงให้นักลงทุนตระหนักถึงมูลค่าตลาดที่แท้จริงของโรมแรมของบริษัทที่มีมูลค่าแฝงสูง โดย ERW วางแผนที่จะขายสินทรัพย์บางแห่งเข้ากอง REIT จัดตั้งขึ้นใหม่ มูลค่าประมาณ 1.6-1.7 พันล้านบาท เราคาดว่าน่าจะป็นโรงแรม IBIS ในสมุยและภูเก็ต เนื่องจากผลประกอบการของทั้งสองโรงแรมข้างต้นที่ค่อนข้างดีแน่นอนตั้งแต่เปิดให้บริการในปี 2551-2552 โดยหากบริษัทขายสินทรัพย์เข้ากอง REIT ดังกล่าว บริษัทจะรับรู้กำไรอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิของเราน่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

แผนธุรกิจระยะยาวยังขยายต่อเนื่อง

สำหรับแผนธุรกิจระยะยาวในอนาคตปี 2559-2563 นั้น ERW มีแผนที่จะขยายจาก 33 โรงแรม 5,676 ห้อง ณ สิ้นปี 2558 เป็น 90 โรงแรม 10,000 ห้อง ณ สิ้นปี 2563 เพื่อหนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว สำหรับโรงแรมใหม่จะเน้นโรงแรมระดับกลาง-ล่าง และไม่เน้นโรงแรมในกรุงเทพเป็นหลัก โดยแม้ว่าโรงแรมแบรนด์ใหม่ของบริษัท HOP INN จะเพิ่งเปิดตัวได้ไม่นานแต่กลุ่มโรงแรม HOP INN นั้นสาามารถรายงานกำไรได้เล็กน้อย (ไม่เป็นภาระสร้างแรงกดดันต่อกำไรของบริษัทโดยรวม) ดังนั้นผู้บริหารจึงมีแผนงานจะขยายโรงแรม HOP INN เพิ่มเติมภายใต้บริหารจัดการแบบแฟรนไชส์ (ทำสัญญาการบริหารโรงแรม) ซึ่งคาดว่าจะมำให้เกิดการขยายตัวและได้รับผลตอบแทนอย่างรวดเร็วในอนาคต