คาดรายงานขาดทุนในไตรมาส 1 จากขาดทุนค่าเงิน
ประเด็นการลงทุน
- คาดรายงานขาดทุนในไตรมาส 1 ราว 267 ล้านบาทลดลง 485%YoY แต่เพิ่มขึ้น 82%QoQ : โดยผลประกอบการถูกกดดันจากขาดทุนค่าเงินบาทราว 300 ล้านบาท อีกทั้งธุรกิจถ่านหินในออสเตรเลียอ่อนตัวลง และผลประกอบการโรงไฟฟ้าหงสายังต่ำกว่าที่ประเมินไว้ สำหรับผลประกอบการของแต่ละธุรกิจมีดังนี้ 1) ธุรกิจถ่านหินที่ออสเตรเลียมีราคาขายเฉลี่ยทรงตัวที่ระดับ 65 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อตัน ขณะที่ปริมาณขายปรับตัวขึ้น 43%QoQ สู่ระดับ 3.7 ล้านตันเนื่องจากไม่มีการย้ายอุปกรณ์ขุด (Longwall) อย่างไรก็ตามค่าใช้จ่ายในการส่งออกราว 20-25 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อตันเป็นปัจจัยกดดันให้ต้นทุนรวมอยู่ใกล้เคียงกับราคาขาย 2) ธุรกิจถ่านหินที่อินโดนีเซียมีราคาขายเฉลี่ยปรับตัวลง 20%QoQ สู่ระดับ 47 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ขณะที่ปริมาณขายปรับตัวลง 5%QoQ สู่ระดับ 6.7 ล้านตันเพราะเลือกขุดในพื้นที่ที่มีค่าใช้จ่ายต่ำ ขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวลง 13% สู่ระดับ 32 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเนื่องจากราคาน้ำมันดีเซลปรับตัวลง 3) ธุรกิจโรงไฟฟ้า BLCP คาดกำไรปรับตัวขึ้นเป็น 500 ล้านบาทเพราะไม่มีการปิดซ่อมบำรุงใหญ่เหมือนในปี 58 แต่โรงไฟฟ้าหงสาสร้างกำไรได้เพียง 200 ล้านบาทแม้ว่าจะสามารถดำเนินงานได้ครบทั้ง 3 หน่วยแล้ว เพราะโรงไฟฟ้าหน่วยที่ 1 ยังมีปัญหาทางเทคนิคทำให้ไม่สามารถเดินเครื่องได้เต็มประสิทธิภาพ
- บริษัทมีแผนเข้าลงทุนในธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐมูลค่า 112 ล้านดอลลาร์ : บริษัทได้ขยายการลงทุนไปยังธุรกิจก๊าซธรรมชาติที่สหรัฐวงเงินลงทุนราว 112 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นการถือครองสิทธิร้อยละ 29.4 ของแหล่งผลิต Chaffee Corners อยู่ทางแถบตะวันออกเฉียงเหนือของ Marcellus Shale ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยสัดส่วนการถือครองปริมาณสำรอง (P1) ของบ้านปูอยู่ที่ 156,000 ล้านลูกบาศก์ฟุต และมีเป้าการผลิตให้ได้ปริมาณรวมทั้งสิ้น 21 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งในปัจจุบันหลุมก๊าซดังกล่าวได้เริ่มดำเนินการผลิตแล้ว และบริษัทคาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายใน 10 ปี
- เพิ่มทุนและออก Warrant เพื่อนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ : บริษัทประกาศเพิ่มทุนอัตราส่วน 2 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นเพิ่มทุนในราคาหุ้นละ 5 บาท พร้อมให้ warrant แก่ผู้ที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน 1 หุ้นเพิ่มทุนต่อ 1 warrant โดยคาดว่า BANPU จะได้เงินจากการเพิ่มทุนราว 6.5 พันล้านบาทซึ่งบริษัทจะนำไปชำระคืนเงินกู้ ส่งผลให้ดอกเบี้ยจ่ายลดลงราว 2-3 ร้อยล้านบาทต่อปีช่วยหนุนกำไรในปี 59 ซึ่งทางฝ่ายวิจัยแนะนำให้ใช้สิทธิเพิ่มทุนเพราะราคาเพิ่มทุนต่ำเพียง 5 บาทจะช่วยลดต้นทุนหลักทรัพย์ที่ถือครองได้
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมหลังเพิ่มทุน 13.50 บาท : ฝ่ายวิจัยคาดว่าในไตรมาส 2 ผลประกอบการจะทรงตัวแต่จะไม่ถูกกดดันจากค่าเงินบาทเหมือนในไตรมาส 1 โดยเราประเมินมูลค่าด้วยวิธี PBV Ratio ด้วยค่า Prospective PBV ที่ 0.8 เท่าซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 1 ปี ได้ราคาเหมาะสมหลังขึ้น XR และ XW ที่ 13.50 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาปิดล่าสุดจึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”






