กำไรสุทธิ 1Q59 ลดลง ทั้งY oY และ QoQ ปรับประมาณกำไรลดลง 6%
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- แจ้งกำไรสุทธิ 1Q59 ลดลง 19%YoY และ 11%QoQ : กำไรสุทธิในช่วง 1Q59 เท่ากับ 10,546 ล้านบาทลดลง 19%YoY และ 11%QoQ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนนโยบายบัญชีในการคำนวณสำรองประกันชีวิตและเปลี่ยนวิธีการจัดประเภทเงินลงทุน รวมทั้งตั้งสำรองค่าใช้จ่ายประกันชีวิตเพิ่มขึ้น หากไม่รวมผลกระทบดังกล่าวจะทำให้กำไร 1Q59 ทรงตัวจากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 11%QoQ โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 5.5%YoY และ 1.2%QoQ จากการลดลงของต้นทุนเงินฝาก โดยมีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เท่ากับ 3.23% ลดลงจาก 3.28% ใน 4Q58 แต่สูงกว่าระดับ 3.19% ใน 1Q58 ด้านรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 33%YoY จากการตั้งสำรองพิเศษสำหรับค่าใช้จ่ายประกันชีวิตของ SCB Life ซึ่งส่วนหนึ่งสุทธิกับกำไรจากการตีราคาเงินลงทุน แต่เพิ่มขึ้น 11% หากไม่รวมผลกระทบจาก SCB Life จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียม เงินปันผล และกำไรจากการเงินลงทุน
- ปรับประมาณกำไรปี 59 ลดลง 6% : ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มสมมติฐานค่าใช้จ่ายสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 หมื่นล้านบาทเป็น 2.8 หมื่นล้านบาทซึ่งยังต่ำกว่าปี 58 ราว 6% รวมทั้งปรับสมมติฐานค่าใช้จ่ายในการรับประกันภัยเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายบัญชีใหม่ในการคำนวณเงินสำรองประกันชีวิต ทำให้ประมาณการกำไรสุทธิลดลง 6% เหลือ 4.8 หมื่นล้านบาทซึ่งพลิกกลับมาเติบโต 3% จากปีก่อนหน้า กำไร 1Q59 คิดเป็น 22% ของประมาณการกำไรใหม่
- สินเชื่อปลายเดือนมี.ค. 59 เติบโตเล็กน้อย 0.3%YTD คุณภาพสินทรัพย์ดีขึ้น : ปลายมี.ค. 59 มียอดสินเชื่อรวม 1.84 ล้านล้านบาท เติบโต 0.3% จากปลายปี 58 จากการเติบโตของสินเชื่อ SME และสินเชื่อที่อยู่อาศัย แต่สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่และสินเชื่อเช่าซื้อหดตัว ด้านคุณภาพสินทรัพย์ปรับดีขึ้นจากปลายปี 58โดยมีสินเชื่อด้อยคุณ (NPL) ลดลง 7% จากปลายปี 58 ขณะที่ NPL เกิดใหม่ทรงตัวจากปีก่อนซึ่งเท่ากับ 0.41% แต่ลดลงจาก 0.5% ใน 4Q58 ส่งผลให้อัตราส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวมลดเหลือ 2.64% จากระดับ 2.89% ณ ปลายปี 58 และมีอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อ NPL (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นเป็น 123% จาก 110% ณ ปลายปี 58
- คงคำแนะนำ “ซื้อ” ปรับราคาเหมาะสมเหลือ 151 บาท : ปัจจัยพื้นฐานในระยะยาวของ SCB ยังดีจากการเป็นแบงก์ขนาดใหญ่ที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดจะเห็นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่งโดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนทั้งหมดต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามเกณฑ์ BIS ratio เท่ากับ 17% และมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier I) เท่ากับ 14% ประมาณการกำไรใหม่ทำให้ราคาเหมาะสมอิง Prospect P/BV ที่ระดับ 1.5 เท่าที่ Ke 10.5% ลดเหลือ 151 บาทจากเดิม 158 บาทยังสูงกว่าราคาปิดล่าสุด จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ”






