สัปดาห์นี้ปัจจัยลบมีมากขึ้น ทั้งการประชุมของประเทศในกลุ่ม OPEC และ Non-OPEC ที่ไม่ได้ข้อสรุป
ส่งผลลบต่อราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ซึ่งตรงนี้จะส่งผลกดดันราคาหุ้นกลุ่มพลังงานทั้งในเอเชีย และในโลกโดยตลาดให้ความสนใจกับผลประกอบการไตรมาส 1 ของบริษัทจดทะเบียนฯ ของสหรัฐที่จะทยอยออกมาในสัปดาห์นี้ ซึ่งที่ผ่านมาออกมาไม่ค่อยดีนัก เช่น ซิตี้แบงก์ โดยนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่า ผลประกอบการจะออกมาไม่ค่อยดีนัก ทำให้มีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีท จะปรับตัวลง และนำให้ตลาดหุ้นต่างๆ ปรับตัวลงเช่นกัน
ด้านเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่จังหวัดคุมาโมโตะในญี่ปุ่น ทำให้นักลงทุนมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น เพราะชคุมาโมโตะ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมจึงมีโอกาสกระทบกระเทือน Supply chain ในระดับภูมิภาค และระดับโลก และตอนนี้ยังไม่สามารถประเมินผลกระทบได้ ต้องรอให้บริษัทประกันประเมินความเสียหายก่อน
สำหรับปัจจัยในประเทศ สภาพัฒน์ฯ ได้ออกมากล่าวว่าจะปรับประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยลงซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น
ดังนั้น จากปัจจัยลบต่างๆ ประเมินว่า ตลาดหุ้นจะถูกกดดันมาก ด้านการลงทุนแนะนำให้ระมัดระวัง และเป็นช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นจะปรับตัวลง จากการที่บริษัทจดทะเบียนส่วนใหญ่จะประกาศจ่ายเงินปันผลในช่วงนี้ ถ้าจะเข้าลงทุนหุ้นในช่วงนี้ แนะนำลงทุนในหุ้นที่มีเรื่องราวที่ชัดเจน และมีอัตราการจ่ายเงินปันผลสูงโดยคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังภาพรวมของเศรษฐกิจโลก และไทยน่าจะดีขึ้น ดังนั้น หุ้นยังคงเป็นสินทรัพย์ที่น่าสนใจลงทุน
ด้าน Trading Idea ประจำสัปดาห์นี้ แนะนำซื้อหุ้น BEM ของ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพจำกัด (มหาชน) ซึ่งเกิดจากการควบรวมกิจการระหว่าง บมจ.ทางด่วนกรุงเทพ (BECL) กับ บมจ. รถไฟฟ้ากรุงเทพ (BMCL) ทำให้มีความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ ระบบการขนส่ง ทั้งระบบราง และทางด่วน โดย BEM เป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการเร่งผลักดันโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของรัฐในปีนี้ BEM ยังมีความน่าจะเป็นสูงที่จะได้รับเลือกเป็นผู้ให้บริการเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นราวเดือน พ.ค. นี้
บล.เอเชีย เวลท์ คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจะสดใสนับจากปีนี้เป็นต้นไป โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากปัจจัยแรก รายรับเพิ่มเติมการให้บริการและซ่อมบำรุง (O&M) ของระบบรถไฟฟ้าสายสีม่วงซึ่งจะเปิดให้บริการในวันที่ 12 ส.ค. 2559 ปัจจัยที่สอง ทางด่วนศรีรัช-วงแหวนรอบนอกสายใหม่ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ในปลายปี 2559 และ ปัจจัยที่สาม การได้รับเครดิตเรทติ้ง A จาก TRIS จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินเหลือเพียง 4-5% จากเดิม 6-7% ต่อปีได้
โดย บล.เอเชีย เวลท์ คาดว่า BEM จะมีกำไรจากการดำเนินงานเติบโต 44% YoY ในปี 2559 และเติบโต 38% YoY ต่อเนื่องไปในปี 2560 ทั้งนี้ แม้ว่าราคาหุ้น BEM จะซื้อขายที่ PE ล่วงหน้าหนึ่งปีในระดับค่อนข้างสูงที่ 23.1 เท่าสำหรับปี 2559 แต่จะลดลงเหลือ 16.8 เท่าในปี 2560 อย่างไรก็ตาม ด้วยผลประกอบการที่มีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่งในปีนี้และปีหน้า ทำให้ PEG ขณะที่เพียง 0.53 เท่าในปี 2559 ลดลงเหลือ 0.44 เท่าในปี 2560 ซึ่งแสดงว่าราคาหุ้นยังคงต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอยู่ด้านราคาเป้าหมายปี 2559 อยู่ที่ 6.80 บาท






