อัตราผลตอบแทนที่สม่ำเสมอทำให้พอร์ตลงทุนมีความเสี่ยงน้อยลง
การลงทุนในหุ้นปันผล (Dividend Stock) นั้นไม่ได้เพื่อที่จะให้ได้รับอัตราผลตอบแทนจากเงินลงทุนในเกณฑ์ที่สูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล มากกว่าการฝากเงินประจำกับสถาบันการเงิน หรือชนะอัตราเงินเฟ้อเท่านั้น แต่เพื่อให้พอร์ตการลงทุนมีอัตราผลตอบแทนที่สม่ำเสมอขึ้นด้วย เพราะหุ้นปันผลที่แท้จริงจะได้รับความนิยมมากขึ้นเมื่อภาวะตลาดโดยรวมมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนสูง เพราะหุ้นปันผลยังให้ Cash Flow กับผู้ลงทุนได้ แม้ว่าจะมีความเสี่ยงเรื่อง Unrealized Loss เหมือนกับหุ้นอื่นๆ ก็ตาม
เป็นทางหนึ่งของการออมเพื่อเกษียณอายุ การลงทุนในหุ้นปันผลอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นการออมที่ดีอย่างหนึ่ง หากลงทุนในหุ้นปันผลที่ให้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปีในช่วงอายุ 25-55 ปี (ช่วงอายุ 25-30 ปีลงทุนปีละ 25,000 บาท, 31-35 ปี ลงทุนปีละ 30,000 บาท, 36-40 ปี ลงทุนปีละ 50,000 บาท, 41-45 ปี ลงทุนปีละ 70,000 บาท, 46-50 ปี ลงทุนปีละ 100,000 บาท และ 51-55 ปี ลงทุนปีละ 150,000 บาท) โดยการลงทุนแต่ละปี ให้นำเงินปันผลที่ได้ลงทุนสมทบเข้าไปด้วย พบว่าเมื่ออายุครบ 55 ปี จะมีเงินสะสมรวม 3,759,566 บาท และถ้าไม่ได้ลงทุนเพิ่มอีก ผนวกกับยังได้รับอัตราผลตอบแทน 5% ต่อปี ก็จะมีเงินปันผลไว้ใช้หลังเกษียณ 187,978 บาท/ปี หรือ 15,665 บาท/เดือนเลยทีเดียว
คุณสมบัติของหุ้นปันผลที่แท้จริง (Real Dividend Stock) โดยหลักประกอบด้วย 1. จ่ายปันผลสูงอย่างต่อเนื่อง และมีความสม่ำเสมอ 2. มีนโยบายการจ่ายปันผลชัดเจน อัตราการจ่ายปันผลสูง และมาจากการดำเนินงานปกติ 3. ฐานะการเงินแข็งแกร่ง หนี้สินต่อทุนต่ำ 4. ธุรกิจมั่นคง มีแนวโน้มเติบโตได้อย่างต่อเนื่องในระยะกลาง-ยาว 5. แผนการลงทุนไม่กระทบความสามารถในการจ่ายปันผลในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ และ 6. มักมีค่า Beta ต่ำ ซึ่งหุ้นปันผลสูงมักจะอยู่ในกลุ่มหุ้นคุณค่าและหุ้น Defensive
จับจังหวะลงทุนหุ้นปันผล ในการพิจารณาลงทุนในหุ้นปันผล นอกจากจะวิเคราะห์เรื่องปัจจัยพื้นฐานแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญกับจังหวะเวลา (Timing) ในการลงทุนด้วย โดยหลักแล้วจะเน้นซื้อสะสมหุ้นปันผลที่ดีในจังหวะตลาดหุ้นซบเซา เพราะจะได้หุ้นในราคาไม่สูงและอัตราผลตอบแทนดี-ดีมาก แต่ก็ต้องวิเคราะห์ให้แน่ชัดว่าบริษัทยังจ่ายปันผลสูงได้สม่ำเสมอแม้เศรษฐกิจหรือธุรกิจอยู่ในช่วงชะลอตัวก็ตาม
ข้อจำกัดของหุ้นปันผล ที่สำคัญเลยคือ หุ้นปันผลส่วนใหญ่มักจะมีสภาพคล่องในการซื้อขายไม่มาก เนื่องจากผู้ถือหุ้นเน้นถือลงทุนระยะกลางถึงระยะยาวเพื่อรับปันผลสูง ทำให้การซื้อขายในปริมาณมากในช่วงเวลาอันสั้นจะทำได้ยาก และราคาหุ้นปันผลมีโอกาสร่วงลงมากกว่าดัชนีตลาดหุ้นถ้าสภาพคล่องซื้อขายต่ำมากๆ ในการประเมินมูลค่าหุ้นปันผลที่อยู่ในกลุ่ม Property Fund, REIT และ Infrastructure Fund ต้องพิจารณาด้วยว่ากองทุนมีสิทธิความเป็นเจ้าของ สิทธิการเช่าระยะยาวแบบมีกำหนดเวลาหมดอายุ หรือเป็นแบบผสม เพราะมูลค่าหุ้นทางปัจจัยพื้นฐานจะแตกต่างกัน
หุ้นปันผลสูงที่น่าสนใจใน DBS Vickers Coverage ได้แก่ TCAP (คาดการณ์ Dividend Yield ปี 2559 เท่ากับ 5.0%), DCC (5.1%), BCP (6.4%), ADVANC & INTUCH (7.0%), DIF (6.7%), PTTGC (5.1%), AP & QH & SC (5.0-5.5%), LPN & PS (6.5%), SIRI (7.3%), TMT (7.5%), MODERN (6.1%), SNC (6.4%), LHHOTEL (7.4%), WHART (7.7%) - คิด Yield จากราคาปิดวันที่ 5 เม.ย. 2559
(ดูเพิ่มเติมได้ในหนังสือ “แกะรอยขุมทรัพย์ หุ้นปันผล” โดย อาภาภรณ์ แสวงพรรค & ทีมงาน TSI-ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)








