วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

อดิเรก ศรีประทักษ์ เล็ง 'บราซิล' สตอรี่ใหม่ CPF

เศรษฐกิจโลกซบเซา ปัญหารอบด้าน ไม่กระทบยุทธศาสตร์ 'รายได้ 5 ปี 7 แสนล้าน' ตรงข้าม 'อดิเรก ศรีประทักษ์' หัวเรือใหญ่ CPF เร่งแผนลงทุนเล็งบราซิล

ผ่านพ้นปีร่วมชงมาตั้งแต่ปลายปี 2557 แต่มหาเศรษฐีอันดับสองของเมืองไทย (มูลค่าทรัพย์สิน 6,800 ล้านดอลลาร์) 'เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์' ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ในฐานะผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ยังต้องฝ่าฟันสารพัดอุปสรรค ทั้งกำลังซื้อในประเทศหดตัว และเศรษฐกิจโลกตกต่ำ เพื่อผลักดันแผนงาน 5 ปี รายได้ 700,000 ล้านบาท ตามยุทธศาสตร์ของ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF

จากการตรวจสอบ 'เจ้าสัวธนินท์' ในวัย 77 ปี เกิดวันที่ 19 เม.ย.2482 ปีนักษัตร 'เถาะ' หรือ 'กระต่าย' ขณะที่ 'เครือเจริญโภคภัณฑ์' ก่อตั้งเมื่อปี 2464 ตรงกับปีนักษัตร 'ระกา' หรือ 'ไก่' โดยปี 2557 ตรงกับนักษัตร 'มะเมีย' หรือ 'ม้า' ซึ่งปีกระต่ายและปีไก่ ถือเป็นปีร่วมชง (ชวด,มะเมีย,เถาะ,ระกา)

ย้อนรอยราคาหุ้น CPF ในช่วงที่ผ่านมาพบว่า การชะลอตัวเศรษฐกิจโลก และกำลังซื้อภายในประเทศหดตัว บวกกับ 'ธุรกิจกุ้งในประเทศ' ต้องเผชิญหน้ากับโรคกุ้งตายด่วน (EMS) ในช่วง 3-4 ปีก่อน รวมถึงปัญหาเรื่องมาตรฐานการใช้แรงงาน และมาตรฐานของเรือจับปลา ส่งผลให้ราคาหุ้น CPF ปรับตัวลดลง จาก 20 กว่าบาท สู่ระดับ 17 บาท

ราคาหุ้น CPF ตกต่ำในครานั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท เมื่อวันที่ 25 ส.ค.2558 ตัดสินใจอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ในช่วงระหว่างวันที่ 10 ก.ย.2558-9 มี.ค.2559 วงเงินไม่เกิน 10,000 ล้านบาท จำนวนหุ้น 400 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 5.17% สุดท้ายบริษัทไม่ได้ซื้อหุ้นคืนแต่อย่างใด หลังราคาหุ้นทยอยปรับตัวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงกว่าเป้าหมาย

ล่าสุดนักวิเคราะห์หลายสำนัก ประเมินราคาเป้าหมายหุ้น CPF ปี 2559 ที่ระดับ 25.30-30 บาท โดยมีหลากหลายปัจจัยสนับสนุนราคา เช่น ปีนี้บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปี จากการส่งบริษัทย่อย ภายใต้ชื่อ CPF Netherlands B.V.เข้าลงทุนใน Woyskovitsy (S&W) และ Severnaya ผู้ประกอบการธุรกิจไก่ครบวงจร ประเทศรัสเซีย ด้วยการถือหุ้น 80% มูลค่าเงินลงทุนทั้งสิ้น 2.37 หมื่นล้านบาท เมื่อกลางปี 2558 โดยบริษัทรับรู้รายได้บางส่วนในช่วงไตรมาส 4 ปี 2558 (CPF Netherlands จะถือหุ้นเพิ่มเติมอีก 20% ในเดือน ส.ค.2561)

นอกจากนั้นซีพีเอฟยังรับรู้รายได้เต็มปี จากการส่งบริษัทย่อย CPF Investment Limited (CPFI) เข้าถือหุ้น C.P. Cambodia Company Limited (CPC) จำนวน 10,050 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 75% มูลค่า 2,850 ล้านบาท จากเดิมที่ถือหุ้นอยู่แล้ว 25% รวมถึง 'ธุรกิจกุ้งในประเทศไทย' เริ่มส่งสัญญาณการฟื้นตัว หลังขั้นตอนการเลี้ยงทำได้ดีกว่าในช่วง 3 ปีกว่าที่ผ่านมา และธุรกิจกุ้งกำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการเลี้ยง (เดือนมี.ค.-พ.ค.)

'ผมเพิ่งกลับมาจากดูงานในประเทศบราซิล'

'อดิเรก ศรีประทักษ์' ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร หรือ CPF กล่าวทักทาย 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ด้วยการแชร์สตอรี่ใหม่แกะกล่อง

การไปดูงานครั้งนี้ ได้ความรู้กลับมามากมาย ก่อนหน้านี้คิดไม่ถึงว่า ประเทศบราซิลจะมีพื้นที่มากถึง 8 ล้านตารางกิโลเมตร ใหญ่กว่าเมืองไทยที่มีพื้นที่เพียง 5 แสนตารางเมตร เรียกว่า ใหญ่กว่าไทย 15-16 เท่า ที่สำคัญพื้นดินมีความอุดมสมบูรณ์ และยังมีภูมิอากาศดีอุณหภูมิเฉลี่ยทั้งปี 15-28 องศา ไม่มีหิมะตก

นอกจากนั้นยังเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในเรื่องการเกษตร สะท้อนผ่านการทำเกษตรกรรมแบบแปลงใหญ่ (mega farm) ส่งผลให้บราซิลมีต้นทุนในการปลูกพืชเกษตรได้ถูกที่สุดในโลก โดยเฉพาะข้าวโพด และถั่วเหลือง เป็นต้น เมื่อวัตถุดิบขั้นต้นมีต้นทุนต่ำ ส่งผลให้ต้นทุนการเลี้ยงหมู ไก่ กุ้ง หรือ ปลา ถูกตามไปด้วย

ปัจจุบันราคาไก่มีชีวิตในบราซิลตกกิโลกรัมละ 20-22 บาท เทียบกับราคาไก่เมืองไทยที่มีราคาขายเฉลี่ย 32-33 บาท เรียกว่า 'ถูกกว่า 50%' ขณะที่ราคาหมูอยู่ที่ 30-35 บาทต่อกิโลกรัม เทียบกับบ้านเราที่มีราคาขายเฉลี่ย 60 บาทต่อกิโลกรัม

'จุดเด่นเหล่านี้ ทำให้บราซิลกลายเป็นประเทศที่ศักยภาพสูง และน่าสนใจเข้าไปดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรอุตสาหกรรม หรืออาหาร' 

ที่ผ่านมามีพันธมิตรท้องถิ่นหลายรายแสดงความจำนงให้ ซีพีเอฟ เข้าไปร่วมลงทุนในธุรกิจ โดยเฉพาะ 'ธุรกิจไก่' และ 'ธุรกิจกุ้ง' เบื้องต้นอาจเห็นบริษัทเข้าไปใน 'ธุรกิจกุ้ง' ก่อนเป็นอันดับแรก เนื่องจากมีคู่แข่งน้อยราย ไม่เหมือนธุรกิจไก่ที่มีเจ้าพ่อครองตลาดอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่ม JBS Group เป็นต้น

แท้ที่สุดจะเกิดการเข้าลงทุนใหม่ในประเทศบราซิลหรือไม่? คงต้องนำเรื่องเสนอบอร์ดก่อน แต่จะทันเดือนเม.ย.นี้หรือไม่ คงอันตรายเกินไปที่จะตอบคำถามนี้ เพราะบริษัทยังอยู่ในช่วงของการศึกษาขั้นต้นเท่านั้น แต่ยอมรับว่า มีโอกาสเห็นบราซิลเป็นประเทศที่ 15 ของกลุ่มซีพีเอฟ

ปัจจุบันบริษัทดำเนินธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารใน 14 ประเทศ คือ จีน ,เวียดนาม, อินเดีย, ไต้หวัน, ตุรกี, กัมพูชา, มาเลเซีย, อังกฤษ, ฟิลิปปินส์, ลาว, รัสเซีย, เบลเยี่ยม, แทนซาเนีย และไทย ครอบคลุมผู้บริโภค 3,000 ล้านคน

'เทคโนโลยีเรื่องธุรกิจกุ้งของเครือซีพี ถือว่า ดีกว่าผู้ประกอบการรายอื่นในบราซิล แต่เรื่องไก่อาจยังสู้เขาไม่ได้ ฉะนั้นจงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่า เมื่อขึ้นเวทีแล้วจะชนะง่ายกว่า หรือไม่แพ้ใครง่ายๆ'

๐สารพัดความเสี่ยงไม่สะเทือนแผน 5 ปี

'นายใหญ่' ตอกย้ำแผนเติบโตนอกบ้านในช่วง 5 ปีข้างหน้าว่า แม้เศรษฐกิจโลกซบเซา และมีปัจจัยรอบด้านกดดันการทำธุรกิจ แต่แผนผลักดันรายได้ จาก 400,000 ล้านบาท สู่ระดับ 700,000 ล้านบาท ภายในปี 5 ปี รวมถึงแผนขยายการลงทุนในต่างประเทศยังคงเหมือนเดิม เพราะ 'ของดีราคาไม่แพงมักมาในยามเศรษฐกิจผันผวน'

'ปัจจัยรุมเร้ามากมาย ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเรา ตรงข้ามกับเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับบริษัทที่มีระบบการทำงานระดับมาตรฐานสากล ที่สำคัญอาหารยังคงเป็นค่าใช้จ่ายที่ผู้บริโภคตัดไม่ได้ แม้เศรษฐกิจฝืดเคือง เรื่องเดียวที่ควรระวัง คือ ภาพลักษณ์'

ตามแผนธุรกิจ 5 ปีข้างหน้า บริษัทจะเร่งผลักดันสัดส่วน 'รายได้กิจการต่างประเทศ' จาก 65% ในปี 2559 เป็น 75% ปัจจุบัน ซีพีเอฟ ประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจภายในประเทศอย่างมาก สะท้อนผ่านตัวเลขส่วนแบ่งการรตลาดที่อยู่อันดับต้นในทุกๆผลิตภัณฑ์ ตรงข้ามกับส่วนแบ่งการรตลาดในต่างประเทศที่ยังทำได้ไม่เต็มที่

สำหรับกลยุทธ์การขยับสัดส่วนรายได้กิจการต่างประเทศ เขา อธิบายว่า 'การควบรวมและซื้อกิจการ' หรือ Mergers and Acquisitions (M&A) จะช่วยให้องค์กรเติบโตง่ายขึ้น ซึ่งเราเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา และจะค่อยๆ ทำทีละรายการ เบื้องต้นตั้งวงเงินลงทุนใหม่เฉลี่ย 20,000-30,000 ล้านบาท
'ประเทศดาวเด่น' คือ อินเดีย,ฟิลิปปินส์,รัสเซีย,จีน ,เวียดนาม, อินเดีย ,ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งประเทศเหล่านี้ยังมีมีโอกาสเติบโตทางธุรกิจอีกมาก แต่ประเทศที่ “โดดเด่นมากที่สุด” คงต้องยกให้ “อินเดีย” และ “ฟิลิปปินส์” เพราะมีตัวเลขทางเศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8%

ยกตัวอย่าง ประเทศฟิลิปปินส์ที่มีประชากรมากถึง 110 ล้านคน ซึ่งแต่ละปีจะมีประชากรเกิดใหม่เฉลี่ย 2% เพราะคนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคาทอลิก ฉะนั้นหากยังมีประชากรเกิดใหม่ปีละ 2 ล้านคน โอกาสจะเห็นประชากร 150 ล้านคน ในช่วง 20-30 ปี ไม่ใช่เรื่องยาก

'ประเทศเหล่านี้มีอนาคต เหมาะกับการเข้าไปทำธุรกิจการเกษตร แม้ประชากรเกือบ 50% จะไม่บริโภคเนื้อสัตว์ก็ตาม' 

ส่วนประเทศที่การเจริญเติบโต 'อิ่มตัว' เช่น ไต้หวัน และมาเลเซีย ด้วยความที่มาเลเซียมีประชากรเพียง 30 ล้านคน ทำให้การเติบโตมีข้อจำกัด นอกจากนั้นยังมีประเทศตุรกี สะท้อนผ่านการแข่งขันที่รุนแรง และปัญหาการเมือง และก่อการร้าย

'เร็วๆนี้อาจมีดีลใหม่เกิดขึ้น แต่จะดีลเล็กหรือใหญ่ต้องพิจารณากันอีกครั้ง ตอนนี้ยังเปิดเผยไม่ได้ ส่วนวงเงินการลงทุนต่อหนึ่งกิจการมีหลายไซด์แล้วแต่รูปแบบของการลงทุน' 

๐สร้างโรงงานบายโปรดักส์

'อดิเรก' เล่าต่อว่า การลงทุนใหม่จะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงประเทศกำลังพัฒนา แต่จะกระจายการลงทุนเข้าไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วด้วย เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป และออสเตรเลีย เป็นต้น วิธีการ คือ อาจเข้าไปตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ผลพลอยได้ (บายโปรดักส์) โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีราคาไม่แพง และไม่เป็นที่นิยมบริโภคในประเทศพัฒนา

ยกตัวอย่าง คนอเมริกาชอบทานเนื้ออกและปีกไก่ มากกว่าเนื้อน่องสะโพกไก่ ตรงข้ามกับคนเอเชีย หรือญี่ปุ่น ที่นิยมทานเนื้อน่องสะโพกไก่ ซึ่งเนื้อน่องสะโพกในอเมริกามีราคาถูกมากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 30 บาท และผู้ประกอบการนิยมส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลกมากถึงปีละ 2-3 ล้านตัน

หากซีพีเอฟเข้าไปตั้งโรงงานได้จริงจะเดินหน้าสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์บายโปรดักส์ ด้วยการทำเป็นไก่สไตล์ญี่ปุ่นแล้วขายในประเทศพัฒนาแล้ว หรือส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น และแถบเอเชีย ซึ่งการมีต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำ แต่ขายได้ราคาแพงกว่า 4-5 เท่า จะทำให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่งรายอื่นๆ

๐ รายได้ปีนี้โตเกินเป้า 10%

'นายใหญ่' เล่าว่า ผลประกอบการปี 2559 มีโอกาสขยายตัว 20% ตามที่เหล่านักวิเคราะห์ประเมินไว้ เนื่องจากปีนี้บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปี จากการเข้าไปลงทุนใน Woyskovitsy (S&W) และ Severnaya ผู้ประกอบการธุรกิจไก่ครบวงจร ประเทศรัสเซีย คาดว่าจะบันทึกรายได้จากการลงทุนเฉลี่ย 10,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 3-4% ของรายได้รวม ขณะเดียวกันยังรับรู้รายได้จากการเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชาด้วย

ที่สำคัญราคาเนื้อหมู และเนื้อไก่ ปรับตัวดีขึ้นจากปีก่อน เพราะปัญหาภัยแล้ง และโรคระบาดในสัตว์ ทำให้ซัพพลายเข้าสู่ตลาดลดลง ขณะที่ยอดส่งออกเนื้อไก่และเนื้อหมูดีขึ้น นอกจากนั้นธุรกิจกุ้งเริ่มดูดีขึ้น หลังเลี้ยงแล้วไม่เสียหายเหมือนเมื่อ 3 ปีกว่าที่ผ่านมา

สำหรับสัดส่วนรายได้รวมในปี 2559 ทั้งจากกิจการในและนอกประเทศ คาดว่าจะมาจากธุรกิจอาหารสัตว์ 50% ธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ 30% และธุรกิจอาหาร 12% โดยรายได้ธุรกิจอาหารสัตว์ในเมืองไทยมีสัดส่วนมากถึง 35%

ในช่วง 5 ปีข้างหน้า รายได้รวมธุรกิจอาหารสัตว์จะอยู่ระดับ 45-50% ธุรกิจอาหาร 15% ที่เหลือเป็นรายได้จากธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจอาหารอยู่ในระดับสูงถึง 20% ส่วนธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจการเลี้ยงสัตว์อยู่ระดับกว่า 10%

'ผู้บริหารซีพีเอฟ' บอกว่า ช่วงที่ราคาหุ้น CPF ลงมาซื้อขายระดับ 17 บาท สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เปลี่ยนแปลงยังคงถือหุ้น CPF เฉลี่ย 34-35% แต่ด้วยความที่ราคาซื้อขายต่ำกว่าพื้นฐาน บริษัทตัดสินใจเปิดโครงการซื้อหุ้นคืน 400 ล้านหุ้น แต่หลังประกาศไม่นานราคาค่อยๆขยับขึ้น สุดท้ายก็ปิดโครงการไป โดยไม่ซื้อหุ้นคืนแม้แต่หุ้นเดียว

'ปัจจุบันซีพีเอฟมีนักลงทุนรายย่อยถือหุ้น 60,000 ราย ส่วนเครือโภคภัณฑ์ถือหุ้น 48% ตัวเลขนี้ถือว่าบาลานซ์แล้ว ก่อนหน้านี้มีโอกาสเดินสายโรดโชว์ในประเทศฮ่องกง และสิงคโปร์ คำถามยอดฮิตของเหล่านักลงทุน คือ ธุรกิจกุ้งกำลังฟื้นตัวใช่หรือไม่'

ผลิตขายในประเทศ โมเดลโตนอกบ้าน

'ประธานคณะผู้บริหาร' เล่าโมเดลการออกไปลงทุนนอกบ้านของซีพีเอฟว่า หากพิจารณารูปแบบการลงทุนดีๆจะพบว่า บริษัทจะให้น้ำหนักการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในประเทศที่เข้าไปลงทุนมากถึง 95% ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เกิด 'ความง่าย 3 ประการ' 

ประการแรก การค้าขายสามารถทำได้ง่ายกว่าส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่าย เพราะธุรกิจส่งออกต้องมีเรื่องค่าขนส่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้นการดำเนินการเช่นนั้น ถือเป็นการบริหารความเสี่ยงที่ดีทางหนึ่ง และไม่ยุ่งยาก ปัจจุบันซีพีเอฟให้น้ำหนักการส่งออกผลิตภัณฑ์เพียงปีละ 30,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 5-6% เท่านั้น

ประการสอง ประเมินคู่แข่งขันได้ง่าย เพราะการผลิตและจำหน่ายในประเทศที่ลงทุนบริษัทจะประเมินเฉพาะคู่แข่งในประเทศ แต่ถ้าส่งออกไปจำหน่ายต้องประเมินคู่แข่งทั่วโลก ประการสาม นโยบายลงทุนในประเทศที่กำลังพัฒนาจะทำให้การขยายตัวทำได้ง่าย เพราะประเทศเหล่านั้น ยังบริโภคอาหารหรือเนื้อสัตว์ในอัตราต่ำ ฉะนั้นหากเขาร่ำรวยขึ้นมาโอกาสจะบริโภคเนื้อสัตว์มากขึ้น มีแน่นอน

เขา บอกว่า แม้ซีพีเอฟจะกระจายการลงทุนไปแล้วใน 14 ประเทศ แต่ในแง่ของการผลิตถือว่า 'ยังไม่ครบวงจร' เพราะบางประเทศบริษัทเข้าไปลงทุนเพียงธุรกิจอาหารสัตว์ (FEED) และธุรกิจการเลี้ยงสัตว์ (FARM) ซึ่งเป็นธุรกิจต้นน้ำ แต่ยังไม่ได้ทำธุรกิจอาหาร (FOOD) ฉะนั้นบริษัทยังสามารถเข้าไปสร้างการเติบโตได้อีกมากในประเทศเดิมๆ

'วันนี้ธุรกิจอาหารสร้างรายได้เพียง 12% หากจะขยับขึ้นสู่ระดับ 50% ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะยังมีงานให้ทำอีกเพียบ ส่วนเป้าหมายรายได้รวมเราจะผลักดันให้เติบโตเฉลี่ยปีละ 10%'

'อดิเรก' ทิ้งท้ายว่า นอกจากพื้นฐานที่ดีขององค์กรจะเป็นแรงสนับสนุนการเติบโตแล้ว การเพิ่มขึ้นของประชากรโลกจะเป็นแรงผลักอีกประการ วันนี้ทั่วโลกมีประชากรเฉลี่ย 7,000 ล้านคน ฉะนั้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ต้องขยับเป็น 9,000 ล้านคน ฉะนั้นซีพีเอฟในฐานะนำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร ย่อมได้ประโยชน์ตามไปด้วย

นอกจากนั้นพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เริ่มมีเรื่องของสุขภาพและความปลอดภัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้น ซึ่งซีพีเอฟให้ความสำคัญเรื่องนี้มากที่สุด ขณะเดียวกันการที่ประชากรเริ่มอพยพมาอยู่ในเมืองอย่างต่อเนื่องจะทำให้อาหารสำเร็จรูปเป็นที่ต้องการมากขึ้น ถือเป็นการตอบโจทย์ชีวิตคนกรุง