ค่าใช้จ่ายพิเศษกดดันกำไรไตรมาสนี้, ปรับลด MLR กดดันกำไรไตรมาสถัดไป
คาดการณ์กำไรสุทธิ 1Q16 ของ BBL จะได้รับแรงกดดันจากค่าใช้จ่ายพิเศษ ซึ่ง BBL ยังไม่สามารถระบุจำนวนและที่มา แต่เราคาดว่าบางส่วนน่าจะมาจากการตั้งค่าใช้จ่ายกรณีการค้ำประกันไทยทีวีที่ผิดนัดการจ่ายค่าใบอนุญาติ ทำให้กำไรสุทธิ 1Q16 จะ +18.6%Q-Q แต่ -2.6%Y-Y ทั้งนี้บรรยากาศการลงทุนในหุ้นกลุ่มธนาคารโดยเฉพาะ BBL ไม่ค่อยสดใสในช่วงนี้จากผลกระทบของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลงขาเดียว และเราคาดว่า BBL น่าจะได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะมีสัดส่วนสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยอิงกับ MLR มากที่สุดในกลุ่ม ซึ่งทำให้เรามีแนวโน้มปรับลดประมาณการกำไรและราคาเหมาะสมลง ปรับลดคำแนะนำลงเป็น ถือ จากเดิม ซื้อ
คาดกำไร 1Q16 ได้รับความกดดันจากค่าใช้จ่ายพิเศษ
เราคาดว่า BBL จะมีกำไรสุทธิ 1Q16 ที่ 9.1 พันลบ. เพิ่มขึ้น 18.6%Q-Q แต่ลดลง 2.6%Y-Y การฟื้นตัวของกำไรจากไตรมาสก่อนเป็นไปตามการคาดการณ์การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญที่ลดลง 22.7%Q-Q มาอยู่ที่ 3 พันลบ. หรือ 0.64% ของสินเชื่อรวมซึ่งถือเป็นระดับปกติ เราคาดว่า BBL จะมีแรงกดดันต่อการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญน้อยกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่นเพราะ Coverage ratio ที่สูง 185% ถือเป็น Cushion ที่ดี แม้ว่าทิศทาง NPL ยังเป็นขาขึ้น (NPL ใน 1Q16 ยังเพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ที่ 2.9% ส่วนใหญ่มาจากภาคธุรกิจแต่ยังมีการกระจายตัว) ส่วนกำไรสุทธิที่คาดว่าจะชะลอตัวลง Y-Y เกิดจากค่าใช้จ่ายที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นราว 19%Y-Y โดย BBL แจ้งว่าจะมีค่าใช้จ่ายพิเศษก้อนหนึ่งเกิดขึ้นใน 1Q16 (BBL ยังไม่สามารถระบุที่มาได้ในตอนนี้ต้องรอหลังประกาศงบ แต่เราคาดว่าน่าจะมาจากการตั้งค่าใช้จ่ายกรณีการค้ำประกันไทยทีวีที่ผิดนัดการจ่ายค่าใบอนุญาติ) รายได้ด้านอื่นทั้งรายได้ดอกเบี้ยและไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าไม่มีรายการใดที่น่าตื่นเต้นส่วนใหญ่ค่อนข้างทรงตัว Q-Q
BBL จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการปรับลด MLR
BBL มีสัดส่วนสินเชื่อธุรกิจทั้งธุรกิจรายใหญ่และ SME รวมราว 70% ของสินเชื่อรวม หรือราว 1.3 ล้านล้านบาท (ที่เหลือเป็นสินเชื่อรายย่อย) โดยแบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจรายใหญ่ 40% และรายกลาง-เล็กอีกราว 30% ซึ่งส่วนใหญ่มีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงกับ MLR ล่าสุด BBL ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ย MLR ลง 0.25% ซึ่งทุกๆการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MLR ลง 0.25% จะกระทบรายได้ดอกเบี้ยราว 3%, ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยราว 0.10% และกระทบกำไรสุทธิราว 6-7% ซึ่งมากที่สุดในกลุ่มธนาคารเพราะความที่ BBL มีสัดส่วนเงินให้กู้ที่อิงตาม MLR สูงกว่าธนาคารอื่น
มีแนวโน้มปรับลดประมาณการและราคาเหมาะสม ปรับคำแนะนำลงเป็น ถือ
เรามีแนวโน้มจะปรับลดประมาณการกำไรสุทธิทั้งกลุ่มธนาคารลงจากแนวโน้มรายได้ดอกเบี้ยที่จะลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืม สำหรับ BBL ประเมินในเบื้องต้นคาดว่าจะปรับลดประมาณการกำไรสุทธิลง 5% จาก 3.6 หมื่นลบ. เป็น 3.4 หมื่นลบ. และน่าจะกระทบราคาเหมาะสมจากเดิม 195 บาท เหลือ 190 บาท ทำให้ราคาหุ้น BBL มี Upside เหลือน้อยที่สุดในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ ปรับลดคำแนะนำ เป็น ถือ จาก ซื้อ









