วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'สมคิด'มั่นใจคำขอส่งเสริมลงทุนทั้งปี แตะ 4.5 แสนลบ.

"สมคิด" สั่งบีโอไอเจาะลึกรายบริษัท พร้อมตั้งหน่วยงานพิเศษดูแลนักลงทุน มั่นใจทั้งปียอดคำขอรับส่งเสริมการลงทุนทะลุเป้า 450,000 ล้านบาท

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ตรวจเยี่ยมการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) โดยแถลงว่า แนวโน้มการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนไตรมาสแรกปีนี้ (ม.ค.-มี.ค.) ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา 3 ถึง 4 เท่า โดยปีนี้มียอดรวม 89,900 ล้านบาท ขณะที่ช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมามียอดพียง 26,000 ล้านบาทเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าการทำงานของบีโอไอมาแนวทางที่ถูกต้องแล้วและเริ่มเห็นผลสำหรับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ขณะที่ยุโรป เช่น เยอรมันมีแนวโน้มดีมากนักลงทุนจะเข้ามาลงทุนในไทย

ทั้งนี้ คาดว่าไตรมาส 2 จะมีคำขอรับส่งเสริมการลงทุนมูลค่ากว่า 100,000 ล้านบาท ทำให้ครึ่งแรกปี 2559 จะมีมูลค่าคำขอส่งเสริมการลงทุนรวม 200,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 45 ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 450,000 ล้านบาท ดังนั้นจึงมอบนโยบายให้บีโอไอเปิดเกมรุกเจาะลึกรายบริษัทมากขึ้น โดยมีหน่วยงานพิเศษของบีโอไอออกไปดูแลนักลงทุนมากขึ้น เพื่อให้ช่วง 3 ไตรมาสที่เหลือปีนี้จะมียอดนักลงทุนยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนมากขึ้นและเชื่อว่ายอดยื่นโครงการขอรับส่งเสริมการลงทุนจะสูงเกินกว่าเป้าหมายที่บีโอไอตั้งไว้ 450,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันยังมอบหมายให้บีโอไอจัดทำแคมเปญรณรงค์ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยในฐานะที่ไทยเป็น gateway ของอาเซียนอย่างแท้จริงและเชื่อมโยงไปยัง RCEP ได้ ทั้งนี้ หากการเมืองในประเทศนิ่งมั่นใจว่าการลงทุนมีแนวโน้มดีแน่นอน ทำให้ตัวเลขการบริโภคดีขึ้นตามมาด้วย ซึ่งเมื่อรวมกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล รวมทั้งการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในช่วงครึ่งปีหลังก็มั่นใจว่าจะสามารถชดเชยยอดการส่งออกที่ถดถอยลงได้ และประคองเศรษฐกิจของประเทศให้เดินหน้าไปได้

นายกานต์ ตระกูลฮุน ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล เปิดเผยถึงยอดการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศว่า มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น โดยไตรมาสแรกปีนี้ภาครัฐมีการใช้ปูนซีเมนต์เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 รองลงมา คือ ภาคธุรกิจใช้เพิ่มขึ้นร้อยละ 1 ขณะที่ภาคครัวเรือนยังคงใช้ติดลบร้อยละ 2 แต่ก็เป็นการติดลบที่น้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา การใช้ปูนซีเมนต์ที่เพิ่มขึ้นถือเป็นดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นเทียบได้กับการบริโภคบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจได้เช่นกัน