“บ้านน้ำดุกใต้” หนึ่งในโครงการประชารัฐของ ท็อปส์ พวกเขาเลือกทำเกษตรที่สุขทั้งคนปลูก และคนกิน วินกับทั้ง ชุมชน ธุรกิจ และสังคม
รถขนผักบรรทุกผักสดเต็มคันรถ แวะเวียนมาส่งผลผลิตที่ กลุ่มสหกรณ์ผลิตผักน้ำดุกใต้จำกัด ต.ปากดุก อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ อย่างต่อเนื่อง ในวันนี้ออเดอร์จากแหล่งรับซื้อสำคัญอย่าง ท็อปส์ มีมาเกือบ 4 ตัน เลยเป็นหน้าที่ของสมาชิกที่มีอยู่ 101 ราย จะได้ไปกระจาย และจัดสรร เพื่อนำผักคุณภาพของเหล่าสมาชิกมาส่งถึงมือลูกค้าตามออเดอร์
“ทองอิน ยงดี” เกษตรกรสมาชิกกลุ่มสหกรณ์ผลิตผักน้ำดุกใต้ ชี้ให้ดูกระดานประจำวัน ชื่อของเขาตกอยู่ในช่องส่งกะหล่ำดอก ซึ่งหารกับเพื่อนๆ แล้ว วันนี้เขาส่งผักอยู่ที่กว่า 50 กิโลกรัม ได้รายได้ประมาณ 1,500 บาท ต่างจากเดิมที่ส่งตลาดทั่วไป อาจขายได้แค่กิโลละ 10 บาท แถมราคายังเอาแน่เอานอนไม่ได้ บางวันอาจแค่เท่าทุนหรือ “ขาดทุน” ด้วยซ้ำ
ความเปลี่ยนแปลงของทองอินและเกษตรกรที่นี่ เริ่มเมื่อประมาณ 1-2 ปี ก่อน หลัง บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด ผู้บริหารร้าน เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์ , ท็อปส์ มาร์เก็ต, ท็อปส์ ซูเปอร์สโตร์, ท็อปส์ ซูเปอร์คุ้ม, ท็อปส์ เดลี่ และ อีทไทย ที่อยู่รับใช้ผู้บริโภคมา 20 ปี ตัดสินใจเลือก บ้านน้ำดุกใต้ จ.เพชรบูรณ์ แหล่งผลิตผักชั้นดี มาเป็นชุมชนต้นแบบ เพื่อหวังผลักดันให้เป็นฮัพของผักและผลไม้เมืองหนาวป้อนธุรกิจของทางกลุ่มในภาคอีสาน โดยมีการลงทุนก่อสร้างโรงแพ็คสินค้าและห้องเย็นเก็บรักษาผักขึ้นที่นี่ และเป็นหนึ่งในโครงการสินค้าชุมชนของเครือเซ็นทรัล (Central Group for the Community) ซึ่งปัจจุบันถูกต่อยอดเป็น “ท็อปส์ เพื่อเกษตรกรไทย ร่วมใจประชารัฐ”
สิ่งที่ชุมชนทำ คือรวมตัวกันตั้งเป็น “กลุ่มสหกรณ์” แล้วเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงาน เพื่อให้หลุดพ้นจากวงจรความยากจน ตั้งแต่รู้จัก ใช้ ออม เก็บ ทำเกษตรแบบปลอดภัย มุ่งสู่วิถีเกษตรอินทรีย์ เป็นเกษตรกรยุคใหม่ ที่ใช้ “ตลาดนำ” ไม่ใช่แค่ทำ “ตามใจฉัน” อีกต่อไป
“เราต้องการเปลี่ยนแนวคิดให้เกษตรกรในเพชรบูรณ์หันมาทำออแกนิกส์ให้มากขึ้น จากเดิมที่มีคนทำอยู่ไม่ถึง 1% เพื่อนำเสนอความแตกต่าง สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และทำของที่ตลาดต้องการ ก็ถ้าไม่ปลูกตามใจตลาด ยังปลูกตามใจตัวเอง แล้วเราจะขายของได้อย่างไร ถ้ายังทำแบบเดิม เกษตรกรจะมีแค่ ‘2 น.’ คือ เหนื่อย กับ หนี้”
คำของ “ไกรสร กองฉลาด” รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ หนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงให้บ้านน้ำดุกใต้ ผู้เคยฝากผลงานไว้สมัยยังเป็นนายอำเภอ ที่ อ.ซำสูง จ.ขอนแก่น โดยสร้างแบรนด์ผัก “ซำสูง” จนประสบความสำเร็จมาแล้ว และบ้านน้ำดุกใต้ ก็เป็นความท้าทายใหม่ของเขา
โมเดลการทำงานของบ้านน้ำดุกใต้ ก็ไม่ได้ห่างไกลจากซำสูง ที่ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดและความเข้าใจของเกษตรกร ให้ออกห่างวิถีเคมี แล้วมาปลูกผักอนามัย ต่อยอดสู่ผักปลอดภัย และผักเกษตรอินทรีย์ในที่สุด ซึ่งระหว่างทางก็ “หาตลาด” และ “สร้างแบรนด์” ให้กับชุมชนไปด้วย
“ผมเป็นข้าราชการบ้านนอก ก็คิดอะไรไม่ค่อยออกหรอก ไม่ได้เรียนการตลาดมา รู้แต่ว่าแบรนด์นี่สำคัญนะ ชาวบ้านปลูกผักมาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย ทำอย่างไรถึงจะมียี่ห้อเป็นของตัวเอง ให้เขาได้ภาคภูมิใจบ้าง”
นั่นคือที่มาของการปลุกปั้นแบรนด์ “บ้านน้ำดุกใต้” ขึ้น เพื่อให้เป็นต้นแบบแก่ชุมชนอื่นๆ ซึ่งเขาบอกว่า จะต้องไม่ใช้แบรนด์เดียวกันทั้งจังหวัด แต่ต้องเป็นแบรนด์ของชุมชนนั้นๆ โดยเฉพาะ และต้องเป็นการออกเสียงร่วมกันของชุมชนว่าอยากได้ชื่ออะไร ขณะที่การทำงานก็ต้องไม่ใช่ต่างคนต่างทำ แต่ต้องทำในรูปแบบสหกรณ์ ที่เหมือนเป็น “บริษัทของชาวบ้าน” ช่วยฝึกเกษตรกรให้เป็นผู้ประกอบการ เพราะจะทำให้คนตัวเล็กๆ มีอำนาจต่อรองกับตลาดมากขึ้น
ส่วนการทำงานในฐานะคนพัฒนา ก็หมดยุค “วันแมนโชว์” แต่ต้องเป็นการทำงานร่วมกันทั้ง ภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยข้าราชการต้องคิดนอกกรอบ เกษตรกร ต้องใช้ปัญญา ต้องขายคุณภาพ เพื่อสู้กับตลาดโลก ส่วนเอกชนก็ต้องเป็นกำลังหนุนสำคัญของเกษตรกรไทย
“ประเทศไทยมีบริษัทอยู่ประมาณ 2 ล้านบริษัท ขณะที่มีอยู่ 8 หมื่นหมู่บ้านเอง ซึ่งหาก 1 บริษัท ทำกับ 1 หมู่บ้าน ผมว่าปัญหาของประเทศจะลดลงไปเยอะมาก อยากบอกภาคธุรกิจว่า ประเทศเราก็เหมือนตึก ถ้าชั้นล่างพัง คุณอยู่ชั้นกลางกับชั้นบน คุณจะลอยอยู่กลางอากาศได้อย่างไร ถ้าวันนี้ไม่รีบลงมาช่วยเกษตรกร คุณเองก็อยู่ไม่ได้” เขาบอก
ทางด้านเอกชนอย่าง เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล ที่เริ่มลงไปทำงานร่วมกับชุมชน เมื่อประมาณ 7 ปีก่อน เพื่อเสาะหาแหล่งผลิตภัณฑ์คุณภาพจากทั่วไทย ไปเสิร์ฟลูกค้าของท็อปส์ในกว่า 179 สาขา ทั่วประเทศ ซึ่งจนถึงปี 2558 พวกเขามีเครือข่ายรวม “102 ชุมชน 107 โอทอป และ 72 เอสเอ็มอี” มีรายได้กลับเข้าสู่ทุกกลุ่มกว่า 600 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2559 จะมีรายได้เพิ่มเป็น 800 ล้านบาท พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มอีกประมาณ 30% และเพิ่มสินค้าออแกนิกส์อีก 30% เช่นเดียวกัน
วิธีการทำงานร่วมกับชุมชน ไม่ได้มีเพียงสัญญาปากเปล่าว่าจะหาตลาดให้ แต่เลือกไปพัฒนา ถ่ายทอดองค์ความรู้ ตลอดจนสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชน เพื่อก่อสร้างโรงแพ็คสินค้าหรือโรงงานแปรรูปสินค้าที่ถูกสุขอนามัยขึ้น โดยใช้งบประมาณที่ชุมชนละประมาณ 1.5 ล้านบาท ขึ้นกับความจำเป็นพื้นฐานของชุมชนนั้นๆ
“การลงทุนในโมเดลนี้ จะช่วยยืนยันกับเกษตรกรได้ว่า เขาจะมีตลาดที่แน่นอน และช่วยการันตีเราได้ด้วยว่า เราจะได้ของขายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเราไม่ได้แค่พูดปากเปล่า แต่สร้างให้เห็นเป็นหลักฐาน ให้เป็นสมบัติของชุมชน ให้เขาได้เห็นว่า นี่เป็นความจริงใจในการที่กลุ่มเราเข้ามา” เมทินี พิศุทธิ์สินธพ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อกลุ่มสินค้าอาหารสดและบริหารจัดซื้อ บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด บอก
สอดรับกับ “สมนึก ยอดดำเนิน” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายจัดซื้อผลิตภัณฑ์ผักและผลไม้ ที่บอกเราว่า การลงทุนกับชุมชน ถ้าพูดในแง่ของมาร์จิ้น หรือกำไร คงไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่บริษัทจะได้คือ สินค้าที่จะไม่มีวันขาดตลาด
“เวลาตลาดของขาด แต่เราไม่เคยขาดยังมีของขายตลอด เพราะมีคู่ค้าที่ป้อนผลผลิตให้เราได้ต่อเนื่อง สำหรับเรานี่เป็นหน้าที่ เราไม่ได้มาหากำไรจากเกษตรกร เพราะการทำธุรกิจมีกำไรของมันอยู่แล้ว แต่เราทำงานร่วมกับเกษตรกร เพื่อให้เขาอยู่ได้ เพราะถ้าเกษตรกรยังอยู่ไม่ได้ อย่าหวังว่าจะเอาของดีๆ ไปขาย ไม่มีหรอก” เขาบอก
วันนี้เขาพูดกันถึง ประชารัฐ แต่สำหรับ ท็อปส์ พวกเขาบอกว่า นี่เป็นโมเดลการทำงานที่ยึดมาตั้งแต่ต้น คือไม่ได้ลุยเดี่ยวแต่เลือกทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เลือกวิธี “ทำด้วยกัน” เพื่อสร้างโมเดลการพัฒนาที่ยั่งยืน
“ที่ผ่านมาเราไม่ได้ทำงานคนเดียว เราไม่มีทีมขนาดจะมาวิ่งอยู่ในพื้นที่ได้ ถึงวิ่งได้ก็ไม่มีทางรู้เลยว่าในจังหวัดนั้นมีอะไรดี แต่หน่วยงานในพื้นที่เขารู้ เขาเข้าถึง ฉะนั้นเราก็แค่ ทำงานร่วมกับเขา” เขาสรุปไว้เช่นนั้น
เพชรบูรณ์ไม่ได้มีแค่ ภูทับเบิก เขาค้อ หรือน้ำหนาว ไม่ได้มีแค่แหล่งท่องเที่ยว และมะขามหวาน แต่ที่นี่ยังมีพืชผักที่ปลอดภัย พร้อมเสิร์ฟความสุขให้คนไทยทั่วประเทศ เริ่มจากชุมชนเล็กๆ ที่ชื่อ “บ้านน้ำดุกใต้”


