วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ฟินเทค' ปฎิวัติทุกวงการ โบรกเกอร์ส่งแอพชิมลาง

เทคโนโลยีฟินเทค กำลังเปลี่ยนโลกธุรกิจ รุกคืบสู่ตลาดเงินตลาดทุน สะท้อนผ่าน"โรบอท มาร์เก็ตติ้ง" หวังดึงวอลุ่มเทรดแก้ปัญหาชิงตัวนักมาร์เก็ตติ้ง

กระแสการนำ “เทคโนโลยีการเงิน Financial Technology” หรือ Fin Tech มาปรับใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ และการบริการทางการเงินให้มีประสิทธิภาพ ผ่านระบบการสื่อสารออนไลน์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการบริการได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการทำธุรกรรม

ปัจจุบันบทบาทของ เทคโนโลยีฟินเทค ครอบคลุมทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการเงิน ตั้งแต่ ระบบการชำระเงิน ประกัน ฝากถอนเงิน กู้ยืมเงิน การซื้อขายหลักทรัพย์ และการระดมทุน เป็นต้น 

โดยเครื่องมือที่เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่นิยมนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ เช่น การชำระเงินค่าสินค้าและบริการผ่านช่องทางดิจิทัล (e-Payment),การกู้ยืมเงินระหว่างผู้กู้และผู้ให้กู้โดยตรง ผ่านการทำข้อตกลงร่วมกันในเรื่องอัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาการใช้หนี้ได้ตามความต้องการ (Peer-to-Peer Lending) และการระดมทุนสาธารณะ (Crowd Funding) เป็นต้น

สำหรับธุรกิจในเมืองไทยที่ประสบความสำเร็จ จากการนำเทคโนโลยีฟินเทคมาปรับใช้ คือ “ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ” (e-Commerce) และ “ธุรกิจสตาร์ทอัพ” (Startup) สะท้อนผ่าน “ตัวเลขมูลค่าการลงทุน” ธุรกิจสตาร์ทอัพ ในปี 2558 ที่อยู่ระดับ 60 ล้านดอลลาร์ หรือขยายตัว 2 เท่า จากปี 2557

แท้จริงแล้วฟินเทค ได้รับความนิยมมาหลายสิบปีในหมู่นักธุรกิจประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหนึ่งในหลากหลายเครื่องมือของเทคโนโลยีฟินเทคที่นิยมใช้ในช่วงแรกของการทำธุรกิจ คือ “การระดมทุนสาธารณะ” ผ่านเว็บไซด์ที่สร้างขึ้นมา

ล่าสุดแวดวง “ธุรกิจการเงินและการลงทุน” เริ่มนำกระแสฟินเทคมาประยุกต์ใช้ในการทำธุรกิจ สะท้อนผ่านความสำเร็จของ แอพพลิเคชั่นวิเคราะห์หาหุ้นเด็ด “StockRadar” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนต่างประเทศ 2 ราย คือ บริษัท ไซเบอร์เอเจนท์ เวนเจอร์ส จำกัด (Cyber Agent Ventures) ประเทศญี่ปุ่น และบริษัท อีสท์เวนเจอร์ จำกัด (East Ventures) ประเทศสิงค์โปร์-ญี่ปุ่น เมื่อต้นปี 2558 

หรือแม้กระทั่ง โปรแกรมบัญชีออนไลน์ Cloud Accounting สำหรับธุรกิจเอสเอ็มอี ภายใต้ชื่อ FlowAccount รวมถึงเว็บไซด์ jitta เครื่องมือช่วยการลงทุนในตลาดหุ้น นอกจากนั้นยังมี Omise ผู้ให้บริการ Payment Solution ซึ่งได้รับการลงทุนจาก SMDV ,East Venture,500 Tuk Tuk และ corporate Funding จาก sinar Mas ประเทศอินโดนีเซีย True Group ประเทศไทย 

เมื่อฟินเทคกำลังกระจาย “ความฮอต” ไปสู่อุตสาหกรรมต่างๆ ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ในเมืองไทย ตัดสินใจรุกขึ้นมาปรับตัว เพื่อรับกระแสดังกล่าว

ยกตัวอย่าง ธนาคารกสิกรไทยได้จัดตั้งบริษัท Kasikorn Business Technology Group หรือ KBTG เพื่อผลักดันและโฟกัสด้าน Digital Banking โดยตรง สอดคล้องการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติระบบ E-Payment เมื่อวันที่ 22 ธ.ค.2558 เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป

ขณะที่ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ตั้ง บริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด เพื่อลงทุนในธุรกิจฟินเทค นอกจากนั้นในปี 2559 ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ยังวางแผนลงทุนด้านเทคโนโลยี 2,700 ล้านบาท เพื่อรองรับการพัฒนาดิจิทัลแบงก์กิ้ง โดยเฉพาะโมบายแบงก์กิ้ง และพัฒนาการให้บริการทางการเงินในรูปแบบใหม่

ล่าสุด ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาขานรับเทคโนโลยีฟินเทคว่า ได้ร่างกรอบการกำกับดูแลผู้ประกอบการทางการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร ที่ให้บริการธุรกรรมการเงินรูปแบบใหม่ ในกลุ่มการปล่อยกู้ระหว่างบุคคล (พีทูพี) โดยตกผลึกในระดับหนึ่งแล้ว

แต่ต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน ระหว่างนี้จะใช้ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 58 (ปว. 58) ควบคุมไปก่อน ขณะที่สำนักงาน ก.ล.ต.ก็เตรียมบรรจุเรื่องฟินเทคเข้าไปในยุทธศาสตร์ 3 ปี (ปี 2559-2561)

“กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล” ผู้ก่อตั้งกองทุน 500 ตุ๊กตุ๊ก บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ว่า วันนี้เทคโนโลยีฟินเทค กำลังเข้ามาปฎิวัติทุกวงการ หากผู้ประกอบการหน้าเก่า ไม่ลุกขึ้นมาปรับตัวอาจส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจ เนื่องจากหลากหลายธุรกรรมทางการเงินมักดำเนินการผ่านโลกดิจิทัลที่มาแรงในหมู่ผู้บริโภค เพราะสะดวกสบาย

“แบงก์พาณิชย์เมืองไทยหลายแห่งถือว่าปรับตัวเร็วทันต่อการเปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนแบงก์ในสหรัฐฯที่ผ่านมาปรับตัวช้าจนส่งผลต่อการทำกำไรของแบงก์ โดยเฉพาะธุรกิจปล่อยกู้เงิน”

ล่าสุด ฟินเทคกำลังเข้ามามีบทบาทใน “วงการโบรกเกอร์” ซึ่งหากระบบสามารถทำได้มากกว่าการสแกนหาหุ้นเด็ดอาจส่งผลต่อตำแหน่ง “เจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน” (ไอซี) หรือที่นักลงทุนคุ้นหูกันในชื่อ “มาร์เก็ตติ้ง” เพราะนักลงทุนคงหันไปขอคำปรึกษาจาก “โรบอท มาร์เก็ตติ้ง” แทนไอซี

๐“ฟินเทค” เครื่องมือดันมาร์เก็ตแชร์

สอดคล้องกับคำพูดของ “ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ ที่ว่า ฟินเทคจะเข้ามาช่วยแก้โจทย์ “ส่วนแบ่งการตลาดต่ำ” และ “วอลุ่มซื้อขายของลูกค้าบุคคลต่อวันไม่สูง” ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักเกิดขึ้นกับโบรกเกอร์ขนาดกลางและเล็กที่มีไอซีในจำนวนจำกัด หลังต้นทุนไอซีหนึ่งรายอยู่ในระดับค่อนข้างสูง

ที่สำคัญยังจะช่วยกระตุ้นการซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตให้ตื่นตัวมากขึ้นด้วย แม้ทุกวันนี้จะได้รับความนิยมมากแล้วระดับหนึ่งก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่า ภายใน 5 ข้างหน้า ระบบฟินเทคจะทำให้การซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตของ บล.ทิสโก้ ขยับขึ้นจาก 64% ในปี 2558 เป็น 80-90%

“ฟินเทคจะทำให้ความจำเป็นในการเพิ่มเจ้าหน้าที่ไอซีน้อยลง เพราะจะยกหน้าที่นี้ให้โรบอทมาร์เก็ตติ้งจัดการแทน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนทั้งโบรกเกอร์และนักลงทุน”

ล่าสุดบล.ทิสโก้ ได้พัฒนาโปรแกรมสแกนหุ้น ภายใต้ชื่อ “TISCO Stock Scan” ถือเป็นการเกาะกระแสความนิยมซื้อขายหลักทรัพย์ ผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตที่ปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554-2558) โดยสัดส่วนขยับขึ้น จาก 44% เป็น 51% 55% 60% และ 64% ตามลำดับ ซึ่งโปรแกรมนี้นำพาเราไปสู่เป้าหมาย

“อนาคตโปรแกรมนี้จะถูกพัฒนาไปจนถึงสามารถตอบโต้ได้ และจัดการซื้อขายหุ้นในราคาที่ดีที่สุด หรือช่วยบริหารความเสี่ยงหุ้นในมือของนักลงทุน”

“ป๋อง-สุกิจ อุดมศิริกุล” กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET บอกว่า หลังเทคโนลยีฟินเทคเริ่มเข้ามาบทบาทในแวดวงตลาดหุ้นมากขึ้น ผ่านโปรแกรมการช่วยซื้อขายหุ้น บริษัทจึงได้นำเทคโนโลยีฟินเทคมาประยุกต์ใช้ในการซื้อขายหุ้นเมื่อปี 2558

โดยได้เปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ตอบสนองความต้องการนักลงทุนมากมาย เช่น 1.โปรแกรม Maybank Kim Eng LINE ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะให้บริการถามและตอบ ข้อมูลด้านการลงทุนทันทีตลอด 24 ชั่วโมง 2.โปรแกรม eZy Trade โดยลูกค้าสามารถตั้งคำสั่งซื้อขายแบบมีเงื่อนไข เช่น คำสั่ง Stop Order, Trailing Stop, Index Stop Order และ Grab Order

โปรแกรม Aspen สามารถส่งคำสั่งซื้อขายผ่านมือถือเป็นที่แห่งแรกของประเทศไทย และ 4.โปรแกรม KEiTrade ที่มีฟังก์ชั่น Stock Radars ให้ใช้งานได้ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากจะมีโปรแกรมใหม่มาดึงดูดลูกค้าแล้ว บริษัทยังมี “จุดเด่นด้านนวัตกรรม”หลังสามารถพัฒนาระบบเทรดให้รองรับการส่งคำสั่งซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ตมากกว่า 10 ระบบ

สำหรับบริการ Maybank Kim Eng LINE สามารถสมัครขอใช้บริการได้ทันที ซึ่งจะได้พบกับข้อมูลการลงทุนเพียงแต่พิมพ์คำถามที่เป็น Key word แบบง่ายๆ เพื่อเรียกดูราคาหุ้น และอนุพันธ์ ดู Bid/Offer 5 แถว ของแต่ละหุ้น

รวมถึงการเรียกดูบทวิเคราะห์ เรียกดูกราฟวิเคราะห์ทางเทคนิค ทั้ง 1, 15, 60 นาที ตลอดจนกราฟรายวันของหุ้นแต่ละตัว เรียกดูข่าวทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงบทวิเคราะห์หุ้นรายตัว และติดตามข่าวดัชนีตลาดหุ้นต่างประเทศ

สุกิจ ยังบอกอีกว่า การที่มีแอพพลิเคชั่น LINE ในการให้ข้อมูลกับลูกค้า ถือเป็นการไร้ข้อจำกัดในเรื่องของเวลาการให้บริการ เพราะว่าแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถตอบคำถามลูกค้าได้ตลอดเวลา ที่สำคัญยังช่วยมาร์เก็ตติ้งที่มีอยู่ 700-800 คน ทำงานด้วย

นอกจากนั้นยังช่วยผลักดันสัดส่วนการซื้อขายหุ้นผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตให้เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่นิยมซื้อขายหุ้นผ่านอินเตอร์เน็ตมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนรุ่นเก่าเริ่มมีความรู้ความเข้าใจในการใช้อินเตอร์เน็ตมากขึ้น

“การพัฒนาแอพพลิเคชั่น นอกจากจะต่อยอดการทำธุรกิจในปัจจุบัน ยังเป็นการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดให้สามารถยืนอันดับ 1 ได้อย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันกระบวนการยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และใช้เงินลงทุนไม่สูง ฉะนั้นต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ”

ภายในปี 2559 บริษัทวางแผนเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการระดับพรีเมียมเพิ่มเติม อาทิ โปรแกรมเทรดอัตโนมัติที่สามารถส่งคำสั่งซื้อขายล่วงหน้าได้ทั้งทางคอมพิวเตอร์และแอพพลิเคชั่นทางมือถือ ซึ่งบริการนี้จะทำให้ลูกค้าไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ และยังสร้างความมั่นใจในการลงทุนได้ด้วย ทำให้ไม่พลาดทุกโอกาสในการทำกำไร

ปัจจุบันบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คือ โบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุด โดยมีส่วนแบ่งการตลาด ณ สิ้นเดือนธ.ค.2558 ระดับ 8.65% คิดเป็นฐานลูกค้าที่เปิดบัญชีกับบริษัทรวมทั้งสิ้น 170,000 บัญชี ล่าสุดเรามีนักลงทุนที่มีการซื้อขายสม่ำเสมอเฉลี่ย 52%

“กัณฑรา ลดาวัลย์ ณ อยุธยา” กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส หรือ FSS บอกว่า ปัจจุบันโบรกเกอร์ได้นำเทคโนโลยีฟินเทคมาประยุกต์ใช้ในการซื้อขายหุ้นผ่านช่องทางออนไลน์ ซึ่งในส่วนของบริษัทมุ่งมั่นที่จะพัฒนาบริการด้านเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองการลงทุนของลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้เทคโนโลยีฟินเทคจะช่วยทำให้วอลุ่มการซื้อขายผ่านระบบอินเตอร์เน็ตสูงขึ้น หลังมีนักลงทุนรุ่นใหม่สนใจการลงทุนในตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญในแง่ของเงินลงทุนในการพัฒนาระบบก็ไม่ได้สูงมากนัก เพราะจะทยอยใส่เงินลงทุน

“ฟินเทค ถือเป็นช่องทางให้โบรกเกอร์พัฒนาธุรกิจหลักทรัพย์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพดีขึ้น ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าและโบรกเกอร์ โดยในส่วนของโบรกเกอร์จะลดการแย่งชิงตัวตัวมาร์เก็ตติ้ง และการแข่งขันค่าคอมมิชชั่น”

ด้าน บล.กสิกรไทย ก็ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่น ภายใต้ชื่อ “KS Super Stock” โดยจะรวบรวมข้อมูล เพื่อการลงทุนในหุ้น และติดตามสถานะพอร์ตการลงทุน รวมถึงแจ้งเตือนนักลงทุนแบบเรียลไทม์ ทั้งเงื่อนไขทาง Fundamental และ Technical ซึ่งเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ไม่มีเวลาเกาะติดหน้าจอตลาดหุ้น

ขณะเดียวกันยังสามารถแจ้งเตือนความเคลื่อนไหวของข้อมูลข่าว บทวิเคราะห์ Fair Price และคำแนะนำของหุ้นที่อยู่ในพอร์ต,แจ้งเตือนผลลัพท์การสแกนหุ้นตามเงื่อนไขทั้งทาง ปัจจัยพื้นฐานและเทคนิค อาทิ MACD ,RSI แจ้งเตือนเมื่อมีการขึ้นเครื่องหมาย Corporate Action อาทิ XD, XR และ XW ของหุ้นที่อยู่ในพอร์ต เป็นต้น

---------------------------

โบรกเกอร์น้องใหม่

“ล่าแชร์ & วอลุ่มเทรด”

ในช่วง 2 ปีผ่านมา มีบริษัทหลักทรัพย์เกิดใหม่มากถึง 6 ราย คือ บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย เวลท์ หรือ AWS ,บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี หรือ AEC ,บริษัทหลักทรัพย์ แอพเพิล เวลธ์ หรือ APPLE,บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ หรือ LHS ,บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล หรือ ASL และ บริษัทหลักทรัพย์ เอสบีไอ ไทย ออนไลน์ หรือ SBITO ส่วนใหญ่สร้างการจดจำต่อนักลงทุนด้วยการจัดทำบทวิเคราะห์อย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์ทั้ง 6 แห่ง ได้เข้ามากินส่วนแบ่งการตลาดของปี 2558 เฉลี่ย 10% ส่งผลให้โบรกเกอร์อันดับต้นๆของเมืองไทยมีส่วนแบ่งการตลาดลดลง ยกตัวอย่าง โบรกเกอร์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดอันดับหนึ่งอย่าง บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ณ สิ้นปี 2558 มีส่วนแบ่งการตลาดลดลงจากประมาณ 13% เหลือเฉลี่ย 8.65% เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังเกิดการ “แย่งตัวบุคลากร”  โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุน เพื่อดึงวอลุ่มซื้อขายจากนักลงทุนรายใหญ่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวสร้างความหนักใจให้กับโบรกเกอร์ขนาดใหญ่บางแห่งที่มีโครงสร้างธุรกิจใกล้เคียงกัน รวมถึงโบรกเกอร์ที่มีเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนมือฉมังที่สามารถสร้างค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ได้สูงกว่าอุตสาหกรรมที่ทำได้ 2.9 ล้านบาทต่อคน

ทว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2554-2558) ตัวเลขอัตราเฉลี่ยค่าธรรมเนียมซื้อขายหลักทรัพย์ (commission) ได้ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 0.17% ในปี 2554 เหลือ 0.16% ในปี 2555 ก่อนจะลงมายืน 0.15% ในปีถัดไป 0.14% ในปี 2557 และ 0.13% ในปี 2558 หลังการซื้อขายผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ตขยายตัวขึ้น จาก 44% ในปี 2554 เป็น 64% ปี 2558

เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป บวกกับมูลค่าซื้อขายต่อวันในปี 2558 ลดลง 2.6% จากปี 2557 ที่มีมูลค่าซื้อขายต่อวัน 45,466 ล้านบาท และการเกิดใหม่ของโบรกเกอร์น้องใหม่ ทำให้เหล่าโบรกเกอร์หน้าเก่าที่มีอยู่เฉลี่ย 40 โบรกเกอร์ จำต้องเร่งปรับตัวเอง เพื่อไม่ให้สูญเสียลูกค้า และตัวเลขส่วนแบ่งการตลาด ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงเช่นนี้

ฉะนั้นกระแส “เทคโนโลยีฟินเทค” น่าจะตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี