ปรับเพิ่มกำไรจากส่วนต่างดอกเบี้ยที่ดีขึ้น
ประเด็นการลงทุน
เราปรับประมาณการกำไรปี 2559 ขึ้น 4.4% มาอยู่ที่ 3.8 พันล้านบาทและปี 2560 ขึ้น 3.5% มาอยู่ที่ 4.4 พันล้านบาทโดยกำไรที่เพิ่มขึ้นนั้นมีปัจจัยจากการที่เราปรับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยขึ้น 10bps มาอยู่ที่ 4.1% ในปี 2559 และ 10bps มาอยู่ที่ 4.0% ในปี 2560 เรามองว่าอาจมีอัพไซด์สำหรับ KKP จากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯที่ลดลงดีล IB ที่ดีขึ้นและผลขาดทุนจากการขายรถมือสองที่ต่ำกว่าคาดเราเชื่อสินเชื่อบรรษัทและสินเชื่อเช่าซื้อที่เติบโตจะเป็นปัจจัยหนุนผลประกอบการหลักในปี 2559 ปัจจุบัน KKP ซื้อขายอยู่ในระดับ PBV ที่ 1.0 เท่าด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลที่ 6.9% สูงสุดในกลุ่มเราปรับคำแนะนำจากถือเป็นซื้อด้วยราคาเป้าหมายใหม่ที่ 51 บาทอิงค่า PBV ที่ 1.1 เท่า (เท่ากับ PBV ของกลุ่มธนาคาร)
คงประมาณการสินเชื่อโต 5% ในปี 2559 เมื่อเทียบกับเป้าบริษัทที่ 15-19%
เรายังคงใช้ประมาณการสินเชื่อโต 5% ในปี 2559 เมื่อเทียบกับเป้าบริษัทที่ 15-19% หลังหดตัว 3.6% ในปีที่แล้วโดย KKP คาดส่วนต่างสินเชื่อปี 2559 จะอยู่ที่ 4.5-4.7% จาก 4.5% ในปีที่แล้วเราปรับประมาณการส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น 10bps มาอยู่ที่ 4.1% ในปี 2559 และ 10bps มาอยู่ที่ 4.0% ในปี 2560 แต่ยังคงต่ำกว่าเป้าบริษัทที่ 4.5-4.7% เนื่องจากนโยบายบริษัทเน้นให้สินเชื่อบรรษัทที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อรายย่อยอาจบั่นทอนส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยได้ทั้งนี้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลให้เราปรับประมาณการกำไรปี 2559 ขึ้น 4.4% มาอยู่ที่ 3.8 พันล้านบาทและ 3.5% ในปี 2560 มาอยู่ที่ 4.5 พันล้านบาท
การตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯทั้งปีมีแนวโน้มหดตัวลงYoY
KKP ตั้งเป้าสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯปี 2558 ที่ 3.2 พันล้านบาทซึ่งรวมการด้อยค่าของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสองมูลค่า 2 พันล้านบาทอยู่ด้วยโดยณสิ้นปี 2558 รถยนต์มือสองคิดเป็นสัดส่วน 46% ของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ทั้งหมดเราประเมินการสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯปี 2559 จะอยู่ที่ 3 พันล้านบาท (ครึ่งหนึ่งเป็นการด้อยค่าของสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มือสอง) ส่วน KKP ตั้งเป้าสัดส่วนหนี้สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวมจะอยู่ต่ำกว่า 5% ณสิ้นปี 2559 ลดลงจาก 5.8% ณสิ้นปี 2558 เรามองว่า KKP มีแนวโน้มตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญฯน้อยลงกว่าที่เราคาดหากเศรษฐกิจแข็งแกร่งขึ้นในครึ่งหลังปี 2559
อาจมีอัพไซด์จากดีล IB และการขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
เราเชื่อว่าภาพตลาดทุนที่แข็งแกร่งขึ้นจะช่วยให้ KKP มีรายได้จากดีล IB และการบริหารสินทรัพย์ได้ดีกว่าปี 2558 เราประเมินรายได้จากสองแผนกจะอยู่ที่ 500 ล้านบาทใกล้เคียงกับปีที่แล้วนอกจากนี้ผู้บริหารกล่าวว่ายอดขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPA) น่าจะอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาทและคาดกำไรจะอยู่ที่ 800 ล้านบาทเท่ากับปีที่แล้วโดย KKP รายงานกำไรจากการขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 844 ล้านบาทในปี 2558 เราคาดยอดขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้จะอยู่ที่ 1.6 พันล้านบาทในปี 2559 โดยมีกำไรที่ราว 450 ล้านบาทลดลงมากแต่หาก KKP มีกำไรจากการขายทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูงกว่าคาดเรามองว่าจะเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรปี 2559 ของเราทั้งนี้ KKP รายงานทรัพย์สินที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ณสิ้นปี 2558 อยู่ที่ 4.6 พันล้านบาท (ที่มีราคาประเมินอยู่ที่ราว 9 พันล้านบาท) ซึ่งบริษัทวางแผนขายทั้งหมดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า






