กำไรปี 58 เติบโต 59% แต่ปี 59 กำไรมีแนวโน้มอ่อนตัว
ประเด็นสำคัญในการลงทุน :
- รายงานกำไรปี 58 ที่ 640 ล้านบาทเติบโต 59%YoY : กำไรปี 58 เติบโตอย่างมากเนื่องจากมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีราว 110 ล้านบาทจากลูกหนี้การค้าที่ล้มละลายซึ่งมีมูลหนี้ประมาณ 500 ล้านบาท และมีการโอนกลับประมาณการผลขาดทุนจากภาระหนี้สินตามสัญญาร่วมค้าอีกราว 66 ล้านบาทช่วยหนุนกำไรสุทธิปี 58 ด้านธุรกิจรับเหมาก่อสร้างมีรายได้ 7,051 ล้านบาทเติบโต 2% จากปีก่อน ขณะที่รายได้จากการให้บริการห้องพักอยู่ที่ 138 ล้านบาทเติบโต 33% เนื่องจากเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ที่ศรีราชาเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ช่วงปลายไตรมาส 1/58 โดยรายได้จากการให้บริการห้องพักที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวขึ้น 1.6% สู่ 13% เป็นตัวหนุนต่อกำไรสุทธิเพิ่มเติม
- ปี 59 กำไรสุทธิมีแนวโน้มปรับตัวลง 22% เนื่องจากไม่มีรายการพิเศษ : ปี 59 ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้รวม 7.6 พันล้านบาทเติบโตราว 5% ซึ่งเราคาดว่าบริษัทจะมีรายได้จาก 1) รับเหมาก่อสร้างราว 7.3 พันล้านบาทในปัจจุบันบริษัทมี Backlog ราว 10,454 ล้านบาทซึ่งเพียงพอรับรู้รายได้อีก 1-2 ปี 2) รายได้จากการให้บริการห้องพักราว 160 ล้านบาทซึ่งเติบโต 16% เนื่องจากรับรู้รายได้จากเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ที่ศรีราชาเต็มปี และล่าสุดบริษัทได้เสนอซื้อโครงการ เอท ทองหล่อ เรสซิเด้นท์ในวงเงินประมาณ 2.6 พันล้านบาทเพื่อขยายรายได้ในส่วนนี้ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง และ 3) รายได้อื่นราว 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตามกำไรสุทธิมีแนวโน้มปรับตัวลงเนื่องจากไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและการโอนกลับประมาณการผลขาดทุนจากภาระหนี้สินตามสัญญาร่วมค้า ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยคาดกำไรสุทธิปี 59 ราว 488 ล้านบาทลดลง 22% จากปีก่อน
- มีมูลค่าแฝงจากทรัพย์สินกว่า 600 ล้านบาท : SYNTEC เป็นเจ้าของที่ดินย่านรามอินทรา 55 ไร่ซึ่งมีผู้เสนอซื้อราคาล่าสุดไร่ละ 4 ล้านบาทคิดเป็นมูลค่า 220 ล้านบาท(ปัจจุบันดีลยังไม่จบ) และถือหุ้นบริษัททางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ (BEM) อีก 75 ล้านหุ้นมูลค่ากว่า 390 ล้านบาท (สมมติฐานราคา BEM 5.2 บาทต่อหุ้น) เมื่อรวมทั้ง 2 สินทรัพย์ SYNTEC จะมีมูลค่าจากสินทรัพย์แฝง 610 ล้านบาทหรือคิดเป็นมูลค่า 0.38 บาทต่อหุ้น
- คงคำแนะนำ"ซื้อเก็งกำไร"ราคาเหมาะสม 3.48 บาท : กำไรสุทธิในปี 59 มีแนวโน้มลดลงเนื่องจากไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีและโอนกลับผลขาดทุนจากภาระหนี้สิน ทำให้ปี 59 ต้องกลับมาจ่ายภาษีตามปกติทำให้กำไรมีแนวโน้มปรับตัวลง จึงแนะนำเพียง “ซื้อเก็งกำไร” ประเมินมูลค่าด้วยวิธี PE ratio อิง Prospective PE ที่ 10 เท่าและรวมมูลค่าแฝงจากสินทรัพย์อีก 0.38 บาทต่อหุ้นทำให้ได้ราคาเหมาะสมปี 59 ที่ 3.48 บาทต่อหุ้น





