พวกเขาคือทายาทครูช่างศิลปหัตถกรรมที่มาสืบสานงานหัตถกรรมไทยไม่ให้สูญหายไปตามยุคสมัย ทั้งคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อนำพาหัตถกรรมไทยไปสู่เวทีโลก
บาติกลวดลายแปลกตา ผ้าไหมแต้มหมี่ สีสันสดใส งานปูนปั้นสดในลุ้คใหม่ กระเป๋าสานจากใยตาลดีไซน์เก๋ ฯลฯ ตัวอย่างผลงานคูลๆ จากโครงการ “เชิดชูทายาทช่างศิลปหัตถกรรม” ที่อยู่ใน “เทศกาลนวัตศิลป์นานาชาติ 2559” โดย ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ที่ผ่านมา สะท้อนความน่าสนใจของเหล่าทายาทครูช่างฯ ที่ใช้ความเป็นคนรุ่นใหม่ มาร่วมสืบทอดและอนุรักษ์ศิลปหัตถกรรมไทยให้ยังคงอยู่ได้ในยุคนี้
“ผมเกิดมาในตระกูลคนทำผ้า ภูมิปัญญาเหล่านี้ผมถือว่า เป็นมรดก เป็นภูมิปัญญาที่คนรุ่นก่อนลองผิดลองถูกกันมา ฉะนั้นในฐานะทายาทผมก็ควรสืบสานไว้ มองว่าท่านไม่ต้องให้เงินทอง ไม่ต้องให้ที่ดินผมก็ได้ แต่ขอให้องค์ความรู้เหล่านี้มาเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพของผม”
“ธนพล รักษาวงศ์” คนหนุ่มวัย 28 ปี แห่ง “ดาหลาบาติก” จ.กระบี่ บอกในฐานะ ทายาทรุ่น 3 ของครอบครัวที่ทำผ้าบาติก ปาเต๊ะ โบราณมาหลายสิบปี จากรุ่นคุณยาย ที่ทำผ้าถุงขายในตลาดนัด มารุ่นพี่สาว “ครูช่างธนินทร์ธร รักษาวงศ์” ที่พัฒนาต่อยอดจากลวดลายโบราณมาปรับปรุงเรื่องสีสันให้ร่วมสมัยขึ้น และเริ่มทำตลาดในประเทศเพิ่มมากขึ้น
จนมาถึงรุ่นเขา เด็กหนุ่มที่คลุกกับงานนี้มาตั้งแต่ ป.6 ได้เรียนรู้ ผูกพัน และหลงใหลในงานนี้ หลังเรียนจบด้านการท่องเที่ยว เขาทำงานเป็นไกด์อยู่ 1-2 ปี ทำงานโรงแรมอีกช่วงสั้นๆ แต่ก็ยังรู้สึกว่าที่ทำมายังไม่ใช่ตัวตน ไม่ได้ตอบความชอบของตัวเขา เลยตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจที่บ้าน งานที่ตอบตัวเองได้ชัดว่า “รัก”
การมาถึงของทายาทรุ่น 3 สร้างความเปลี่ยนแปลงมากมายให้ดาหลาบาติก ตั้งแต่ การพัฒนารูปแบบ ลวดลาย ให้ทันสมัยขึ้น จากลายคุ้นตา พวกดอกไม้ ปลาการ์ตูน ฯลฯ ก็ดึงเอกลักษณ์ของภาคใต้มาสร้างลวดลายใหม่ๆ เช่น ลายช่องลม ลายฉลุ ของบ้านเก่าทรงชิโน-โปรตุกีส โดยการออกแบบในคอมพิวเตอร์ จากเดิมที่มีแค่ไม่กี่ลาย ปัจจุบันดาหลาบาติกมีมากถึงกว่า 300 ลาย และขยายไปสู่ตลาดใหม่ๆ ผ่านประสบการณ์ที่ผ่านมาของเขา เช่น ทำยูนิฟอร์มพนักงานโรงแรม เสื้อเชิร์ตเท่ๆ ของวัยรุ่น ดัดแปลงจากผ้าถุงคุณยาย ไปสู่ผลิตภัณฑ์กลุ่มของตกแต่งบ้านมากขึ้น อาทิ หมอนอิงบาติก ผ้าคาดเตียงในโรงแรม ผลงานใส่กรอบเพื่อโชว์ตรงล็อบบี้โรงแรม เป็นต้น
เพราะทำงานเป็นไกด์มาก่อน เขาเลยเอาความรู้มาพัฒนาต่อยอด โดยการทำให้ดาหลาบาติกที่กระบี่ กลายเป็น “ศูนย์เรียนรู้บ้านครูช่างธนินทร์ธร” เปิดรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเรียนรู้การทำผ้าบาติก ปาเต๊ะ โบราณ ขยายจากการผลิตงานหัตถกรรม มาสร้างรายได้เพิ่มจากการทำหัตถกรรมเพื่อการท่องเที่ยว พร้อมช่วยกระจายรายได้ให้กับชุมชน โดยการให้เอาสินค้ามาวางขาย หรืออาจมาทำบริการรถรับส่งนักท่องเที่ยว เหล่านี้เป็นต้น
ปัจจุบันดาหลาบาติก มีรายได้เพิ่มขึ้นจากเดิมไม่ต่ำกว่า 2 เท่า และมีโอกาสไปออกงานที่กรุงอัมสเตอร์ดัม เนเธอร์แลนด์ ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่ง เพิ่มโอกาสในการทำตลาดส่งออกให้กับพวกเขาในอนาคต
การทำผ้าไหมมัดหมี่ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยวิธีการทำที่ค่อนข้างซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน ส่งผลให้เด็กรุ่นใหม่ ไม่อยากมาสานต่อเท่าไร ต่างกับ “นิดดา ภูแล่นกี่” อดีตนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ สาขาชีววิทยา ม.รามคำแหง ที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาสืบสานงานกลุ่มทอผ้าไหมมัดหมี่ บ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น ของคุณแม่ “สุภาณี ภูแล่นกี่” เธอเลือกแสวงหาความรู้ และรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานต่างๆ จนสามารถพัฒนางานสู่ “ผ้าไหมแต้มหมี่” ได้สำเร็จ
“เทคนิคการแต้มหมี่ คือการใช้พู่กันแต้มสีลงบนเส้นไหม ช่วยทำให้เกิดลวดลายใหม่ๆ และช่วยลดขั้นตอนในการทำงานลงได้ถึง 3-4 เท่า เป็นเทคนิคที่เราได้มาจากการสนับสนุนทางทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นและสำนักงานพัฒนาชุมชน ซึ่งเคยส่งประกวดระดับประเทศเมื่อปี 2555 และได้รางวัลที่ 3 ในโครงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge - Based OTOP : KBO) และเป็นรางวัลแรกที่ จ. ขอนแก่นได้ ก็รู้สึกภูมิใจมาก”
นั่นคือผลงานแรกหลังเข้ามาดูธุรกิจได้ประมาณ 3-4 ปี ก่อนที่หลังจากนั้นจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะฐานลูกค้า ที่มีทั้งตลาดเดิม ที่ตื่นเต้นกับลวดลายใหม่ๆ รวมไปถึงตลาดคนรุ่นใหม่จากที่เคยไม่สนใจงานมัดหมี่ ก็หันมาสนใจกันมากขึ้น ทำให้ตลาดกว้างขึ้น สามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30-50%
เวลาเดียวกับการพัฒนาผลงานของทางกลุ่มให้โดดเด่นเพื่อสร้างโอกาสในตลาดใหม่ๆ เธอยังมุ่งมั่นผลักดันให้เด็กรุ่นใหม่ เข้ามาสานต่อภูมิปัญญานี้มากขึ้น โดยการเปิดบ้านเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาศึกษาดูงาน และทำโครงการร่วมกับโรงเรียนในหมู่บ้าน เพื่อให้เด็กๆ ได้มาเรียนรู้การทำผ้ามัดหมี่กันมากขึ้น เธอว่า การสานต่อจะเกิดขึ้นได้ ก็ต้องปลูกฝังกันตั้งแต่เด็กๆ ให้เข้าใจว่างานนี้สามารถเป็นอาชีพและสร้างรายได้ที่มั่นคงได้ เหมือนที่เธอพิสูจน์มาแล้ว
เพราะเห็นครอบครัวทำงานหัตถกรรมเครื่องปูนปั้นมาตั้งแต่เด็ก “สมชาย บุญประเสริฐ” ทายาทรุ่น 3 เลยตัดสินใจเข้ามาสืบสานงานปูนปั้นสด แห่ง จ.เพชรบุรี เพื่อให้เป็นที่รู้จักของผู้คนในวงกว้างขึ้น โดยจากเดิมที่เน้นทำพวกงานปั้นพระพุทธรูป ทำอุโบสถ ปั้นงานประกอบสถาปัตยกรรมให้กับวัดต่างๆ เป็นหลัก แต่ในรุ่นของเขา มีความคิดที่จะพัฒนาผลงานโดยการปรับเปลี่ยนรูปทรง และรูปแบบให้เป็นสากลขึ้น เพื่อเจาะตลาดกลุ่มอื่นที่ไม่ใช่แค่วัด เช่น การขยายมาสู่กลุ่มของแต่งบ้าน เพื่อเพิ่มโอกาสในตลาดต่างประเทศด้วย
“ปกติแล้วคนทั่วไปมักไม่อยากเอางานพวกนี้ไว้ในครอบครองเท่าไร ไปตั้งในบ้านก็กลัวว่าจะไม่เหมาะสม ซึ่งอนาคตเราจะคลี่คลายงานให้ดูทันสมัยขึ้น โดยอาจทำรูปแบบที่ร่วมสมัย ไม่จำเป็นต้องเป็นพระพุทธรูป หรือเทวดา เพื่อจะได้มีโอกาสทำตลาดในต่างประเทศด้วย เพราะศิลปะไทยเป็นที่รู้จักของทั่วโลกอยู่แล้ว” เขาบอกโอกาสใหม่
หนุ่มนักดนตรีผู้รักความอิสระ “พีระศักดิ์ หนูเพชร” วัย 30 ปี ตัดสินใจพักงานดนตรีชั่วคราว เพื่อกลับไปช่วยสานต่อภูมิปัญญาจักสานใยตาล ของคุณแม่ “เสริญสิริ หนูเพชร” ใน ต.จะทิ้งพระ อ.สทิงพระ จ.สงขลา หลังพบว่า งานจักสานใยตาลที่เหลือคนทำอยู่แค่กลุ่มเดียวนั้น ไม่ได้ดูโบราณ ทว่ายังพอมีตลาดอยู่ และเขาก็รู้สึกภูมิใจกับภูมิปัญญานี้
คนหนุ่มไม่ได้ทำแค่มาสานต่อ หากยังช่วยแก้ปัญหาที่เกิดกับการทำงานแบบเดิมๆ ด้วย เช่น จากขั้นตอนที่เคยใช้มือทำ ทั้งตีเส้นใย ทั้งการสาน ซึ่งค่อนข้างใช้เวลานาน ทำให้พอมีออเดอร์มากๆ ก็มักจะลงเอยที่ทำไม่ทัน เขาเลยดัดแปลงเครื่องทอผ้ามาเป็นเครื่องทอใยตาล เพื่อช่วยให้ผลิตงานได้จำนวนมากขึ้น และพัฒนารูปแบบชิ้นงานไปสู่กระเป๋าสตรีที่สร้างมูลค่าเพิ่ม ขยับจากสินค้าบ้านๆ ไปวางขายอยู่ใน คิง เพาเวอร์ สนามบิน และแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำได้
“ผมไปปรับปรุงวิธีการทำงาน ซึ่งทำให้รายได้ของกลุ่มเติบโตเกิน 100% อย่าง สมัยที่คุณแม่ทำ ท่านต้องสร้างชิ้นงานไว้ 2-3 เดือน กว่าจะได้มาออกร้านแต่ละครั้ง ซึ่งก็ได้เงินมาประมาณ 1 แสนบาท แต่ทุกวันนี้ เฉพาะออเดอร์จาก คิง เพาเวอร์ เจ้าเดียวเราก็ได้เดือนละ 1 แสน แล้ว นี่ยังไม่รวม สนามบิน ร้านขายของที่ระลึก และการออกบูธกับหน่วยงานราชการต่างๆ ด้วย” คนหนุ่มบอกผลลัพธ์ที่เกิดกับธุรกิจครอบครัว ซึ่งส่งผลถึงชุมชนที่ร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มด้วย
เหตุผลที่อยากมาสานต่อ เพราะรู้ดีว่า คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของแม่ คอยเป็นฟันเฟืองอยู่ข้างหลัง ไม่ว่าจะคนตีใยตาล คนทอ คนประกอบ ยังคงต้องมีรายได้ ซึ่งถ้าแม่หยุดทำ หรือเขาไม่เอาต่อ คนเหล่านี้ก็จะลำบากไปด้วย
แล้วเสียดายไหมที่ไม่ได้เล่นดนตรี เขาบอกว่า ทุกวันนี้ก็ยังคงทำเพลงอยู่ สำหรับเขาการทำงานนี้กับเล่นดนตรีก็มีความคล้ายคลึงกัน เพราะทั้งสองอย่าง ได้เป็นนายตัวเอง ไม่มีใครมากำหนด และไม่มีกฎเกณฑ์ ทั้งดนตรีทั้งงานหัตถกรรมต่างให้ “ความอิสระ” ซึ่งนั่นก็ตอบความสุขในชีวิตเขาได้หมดแล้ว
เพราะภาคภูมิใจเลยอยากมาสานต่อ มรดกทางภูมิปัญญาไทยจึงคงอยู่ได้ด้วยสองมือ “ทายาท” อย่างพวกเขา





