วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แกว่งกรอบ 1380-1405

ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นมามากแล้ว เช่น กลุ่มแบงก์และสื่อสาร

UOBKH แนวโน้มตลาดวันนี้ โดย ยศพณ แสงนิล, CFA : แกว่งกรอบ 1380-1405

ตลาดไทยวันนี้มีเเนวโน้มจะเเกว่งในกรอบเเคบ เเละยังไม่น่ายืนเหนือ 1400 จุดได้ เนื่องจากระดับvaluation ที่เริ่มตรึงตัว หลัง Set Index ปรับขึ้นมาถึง 12% ตั้งเเต่ช่วงต้นปีนี้ ทำให้ Upside มีจำกัด เเละเสี่ยงต่อการถูกขายทำกำไรมากขึ้น สำหรับประเด็นการประชุม ECB ในสัปดาห์นี้ตลาดก็ได้รับรู้ข่าวไปมากเเล้ว ผลกระทบเชิงบวกจึงมีจำกัด เเนะนำถือเงินสดมากขึ้นเพื่อซื้ออีกรอบเมื่อดัชนีย่อลง

แนวรับ/แนวต้าน : 1380/1400 สัดส่วนการลงทุน : เงินสด 60% : พอร์ตหุ้น 40%

กลยุทธ์ : ทยอยขายทำกำไรหุ้นที่ขึ้นมามากแล้ว เช่น กลุ่มแบงก์และสื่อสาร เก็บสะสมหุ้นกลุ่มรับเหมา พลังงานปลายน้ำ อสังหาฯ อาหาร และวัสดุก่อสร้าง ที่ราคาไม่แพงและมีพื้นฐานดี มี story หนุนเป็นรายตัว

นักลงทุนระยะสั้น : CI (2.80), CPF (27)

CI (2.80) โดยเราคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการตั้งกอง REIT โครงการศรีพันวามูลค่า 1 พัน 4 ร้อยล้านบาท และมีรายได้และกำไรโตก้าวกระโดดในไตรมาส 4 ปี 58และไตรมาส 1 ปี 59 รวมไปถึงทั้งปี 59 จากการโอนคอนโดและโครงการบ้านเดี่ยวตามนโยบายกระตุ้นการโอนของรัฐบาลในปีนี้

CPF (27) ราคาหุ้นผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและจะกลับมาดีขึ้นในปี 59 เพราะ (1) ราคาเนื้อหมูและไก่ฟื้นตัว (2) ราคากากถั่วเหลืองซึ่งเป็นต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์มีแนวโน้มทรงตัวหรือลดลง (3) ปัญหา EMS ในกุ้งคลี่คลายไปเยอะแล้วในไตรมาส 4 ที่ผ่านมาและต้นทุนธุรกิจกุ้งลดลงจากการลดขนาดโรงงานแปรรูปกุ้ง ธุรกิจนี้จึงมีแนวโน้มกลับมาเป็นกำไรปีนี้หลังจากขาดทุนไปเยอะเมื่อปีก่อน แนะนำหุ้น CPF สำหรับทั้งเล่นสั้นและถือยาว

นักลงทุนระยะยาว : CK (34), SCC (630)

CK (34) (1)Mega projects เช่นรางคู่และการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้มจะช่วย earnings ให้เติบโตสูง 15% ในปี 2559 (2)การควบรวมกิจการของบริษัทลูก BMCL & BECL (3)นอกจาก projects ของรัฐบาลยังมีโครงการของบริษัทลูก เช่น CKP มีโครงการน้ำบาก (Hydroelectric dam) ในประเทศลาว 1หมื่น7พันล้านบาท กำลังเจรจาน่าจะเซ็นสัญญา Q1 ปี 2559 (4)Q3 & Q4 ของปี 2558 sale & earnings ไม่ค่อยดี แต่โครงการ mega projects จะชัดเจนมากขึ้นปี 2559 ทั้งการประมูลและการก่อสร้างจริง ดังนั้นช่วงนี้เป็นโอกาสดีในการเริ่มเก็บสะสม CK

SCC (630) ผลิตภัณฑ์ olefins ยังคงมี demand แข็งแกร่งทำให้มี spread สูงใกล้เคียง 700 ดอลล่าห์ต่อตันในปีนี้ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย 400 ดอลล่าห์ต่อตันในปีที่แล้ว นอกจากนี้กำลังการผลิตจะเพิ่มขึ้นหลัง Chandra Asri Cracker ในอินโดนีเซียเสร็จสิ้นกระบวนการปรับปรุงระบบการผลิตในปีนี้ ประกอบกับเราคาด demand ปูนซีเมนต์จะเติบโต 3-4% yoy ปีนี้เทียบกับ 0% ในปีที่แล้ว โดยได้แรงหนุนจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐโดยตรง บวกกับโรงปูนใหม่ที่กัมพูชาและอินโดนีเซียจะช่วยดันยอดขายและกำไรให้โตไม่ต่ำ 17% ในปีนี้อีกด้วย



ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน

ปัจจัยภายในประเทศ

+ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้มี นักลงทุนต่างชาติหลายรายแสดงความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย หลังจากเศรษฐกิจโลกยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะอัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักลงทุนหาช่องทางการนำเงินที่มีอยู่มาลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่มีศักยภาพ ที่ผ่านมาไทยได้รับความสนใจจากต่างชาติ เห็นได้จากการเดินทางเข้ามาหารือกับรัฐบาล ดังนั้นในช่วงนี้จึงถือเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวรองรับการลงทุนของต่างชาติที่จะทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

+ นายพีระยุทธ สิงห์พัฒนกุล ผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โครงการรถไฟความเร็วสูงของประเทศไทยเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระหว่างรัฐบาลไทยและญี่ปุ่น คาดว่าจะได้ข้อสรุปร่วมกันภายในปลายปีนี้อย่างแน่นอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบและการแบ่งสัดส่วนการลงทุนของทั้ง 2 ประเทศ

+ "สมคิด" ถกคลังเตรียมมาตรการดูแลผู้มีรายได้น้อย-เกษตรกร รับผลกระทบเศรษฐกิจโลกชะลอ ควานหางบค้างท่อนำมาดูแลเศรษฐกิจฐานราก พร้อมเร่งเบิกจ่าย คาดเงินไหลเข้าระบบครึ่งปีแรก 1 แสนล้านบาท ด้านคลังขอเวลา 2-3 สัปดาห์ ระดมมาตรการเพิ่มเงินในกระเป๋า เตรียมชงบ้านประชารัฐเข้า ครม.สัปดาห์หน้า

- นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้อุตสาหกรรมจังหวัด ทำการสำรวจโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมาจำนวนมากน้อยเท่าไหร่ และเป็นอุตสหากรรมประเภทใดบ้าง ซึ่งจากข้อมูลของกรมโรงงานอุตสาหรกรม (กรอ.) ปัจจุบันมีโรงงานอุตสาหกรรมที่ตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 139,797 โรง เงินทุนรวม 6.73 ล้านล้านบาท คนงาน 3.98 ล้านคน

ปัจจัยต่างประเทศ

+ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 17,073.95 จุด เพิ่มขึ้น 67.18 จุด หรือ +0.40%

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดบวกเมื่อคืนนี้ (7 มี.ค.) เพราะได้แรงหนุนจากการดีดตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงานและกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ หลังจากราคาน้ำมันดิบ WTI พุ่งขึ้นกว่า 5% ขานรับการคาดการณ์ที่ว่า จีนจะเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นอุปสงค์และเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

- ดัชนี FTSE 100 ปิดปรับตัวลดลง 17.03 จุด หรือ 0.27% ที่ระดับ 6,182.40 จุด

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดปรับตัวลดลงเมื่อคืนนี้ (7 มี.ค.) จากแรงเทขายทำกำไร หลังจากที่ดัชนี้ปรับตัวขึ้นในช่วงก่อนหน้านี้

- ดัชนี NIKKEI 225 ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดที่ 16,911.32 จุด ลดลง 103.46 จุด -0.61%

- สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย.ปิดพุ่งขึ้น 1.98 ดอลลาร์ หรือ 5.5% แตะที่ 37.90 ดอลลาร์/บาร์เรล สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นเมื่อคืนนี้ (7 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า จีนจะเดินหน้าใช้มาตรการกระตุ้นอุปสงค์และเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สัญญาน้ำมันดิบยังได้รับปัจจัยบวกจากรายงานที่ว่า การขุดเจาะน้ำมันและการผลิตน้ำมันในสหรัฐปรับตัวลดลง