สรุปประเด็นจากโรดโชว์
ประเด็นการลงทุน
เราได้จัดโรดโชว์สำหรับ TOP ที่ฮ่องกง โดยมี CCO และ CFO ร่วมเดินทางไปด้วย แม้ว่าค่าการกลั่นที่หดตัวลงในช่วงผ่านมา นักลงทุนต่างมีมุมมองเชิงบวกต่อปัจจัยพื้นฐานของกลุ่มโรงกลั่น โดยเฉพาะส่วนต่างราคาน้ำมันก๊าซโซลีน แต่กังวลต่อส่วนต่างราคาดีเซล ซึ่งเป็นผลให้ส่วนใหญ่ยังไม่แน่ใจต่อแนวโน้มค่าการกลั่นของ TOP เนื่องจากมีสัดส่วนดีเซลสูงที่สุดของกลุ่มโรงกลั่นในไทย พร้อมกันนี้ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะ Murban (ที่โรงกลั่นของ TOP ใช้มากที่สุด) ทำให้ TOP ไม่ได้รับผลประโยชน์จากพรีเมี่ยมบนราคาน้ำมันดิบอีกต่อไป ซึ่งตั้งแต่ต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบันค่าพรีเมี่ยมบนราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่มขึ้น 0.9 เหรียญต่อบาร์เรลจากปี 2558 TOP คาดพรีเมี่ยมบนราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูงจะยังคงมีอยู่จนถึงไตรมาส 2/58 และจะอ่อนตัวลงในครึ่งหลังปี 2559 เราได้สรุปประเด็นหลักดังนี้:
ความยืดหยุ่นต่อการผลิตและวัตถุดิบน้ำมัน
แนวโน้มราคาดีเซลที่ค่อนข้างแย่เป็นประเด็นคำถามหลัก ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งออกที่เพิ่มขึ้นจากจีน (ส่วนใหญ่จากโรงกลั่น teapot) เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ปริมาณการผลิตดีเซลที่สูงเนื่องจากการผลิตในระดับของโรงกลั่น เพื่อรับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมันก๊าซโซลีนที่สูงทั่วโลก และการดำเนินการของโรงกลั่นใหม่ ซึ่งปัจจัยข้างต้นนำไปสู่ความกังวลที่ว่า TOP จะต้องลดอัตราการผลิตและปรับเปลี่ยนการผลิตหรือไม่ อย่างไรก็ดีผู้บริหารเชื่อว่าบริษัทมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดในแถบเอเชีย-แปซิฟิค ซึ่งเป็นผลให้บริษัทสามารถผลิตในอัตราที่สูงได้
นอกจากนี้บริษัทสามารถปรับการผลิต แต่เชื่อว่าความยืดหยุ่นต่อการผลิตอาจมีจำกัด โดย TOP สามารถลดสัดส่วนดีเซลลง 3-5% มาเป็นเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องบิน (Jet Fuel) ในขณะที่เพิ่มสัดส่วนการผลิตก๊าซโซลีน ขึ้นมาอยู่ที่ 19% ในปีที่แล้วเมื่อเทียบกับระดับปกติที่ 16-17% ในขณะที่นักลงทุนมีความกังวลต่อวัตถุดิบน้ำมัน เนื่องจากวัตถุดิบน้ำมันของ TOP มีสัดส่วน Murban ถึง 50% อย่างไรก็ดีบริษัทฯ ไม่คาดว่าจะปรับลดการใช้น้ำมัน Murban แต่อาจเพิ่มการใช้น้ำมันประเภทอื่นขึ้นเล็กน้อย อย่างเช่น Arab light
แนวโน้มค่าการกลั่น – หนุนก๊าซเพื่อชดเชยดีเซลที่ชะลอตัว
TOP คาดค่าการกลั่นจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย YoY (แต่ยังคงอยู่ที่ราว 7-8 เหรียญต่อบาร์เรล เมื่อเทียบกับ 8 เหรียญต่อบาร์เรลในปี 2558) แม้ว่าค่าการกลั่นของบริษัทปรับตัวลงมาอยู่ที่ 6-7 เหรียญต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตามบริษัทมีมมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มส่วนต่างราคาน้ำมันก๊าซโซลีนและคาดว่าจะฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2/59 หนุนโดยปัจจัยการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นตั้งแต่เดือนก.พ. (มากที่สุดในเดือนพ.ค.) ฤดูกาลขับรถในช่วงฤดุร้อนในอเมริกาและเทศกาลรอมฎอน ดังนั้นบริษัทฯ คาดว่า ส่วนต่างราคาน้ำมันก๊าซโซลีนจะเฉลี่ยสูงขึ้น YoY มาอยู่ที่ 18-19 เหรียญต่อบาร์เรล (เมื่อเทียบกับ 18 เหรียญต่อบาร์เรลในปี 2558)
ในทางกลับกัน บริษัทมีมมุมมองเชิงอนุรักษ์นิยมมากขึ้นต่อส่านต่างราคาน้ำมันดีเซล ที่คาดว่าจะหดตัวลงมาอยู่ที่ 10 เหรียญต่อบาร์เรลในปี 2559 (เมื่อเทียบกับ 13 เหรียญต่อบาร์เรลในปี 2558) แต่บริษัทเชื่อความเสี่ยงต่อราคาในปัจจุบันมีจำกัด เนื่องจากการส่งออกของน้ำมันดีเซลจากประเทศจีนจะลดลง ทั้งนี้ด้วยนโยบายอุดหนุนราคาของรัฐบาลในช่วงราคาระหว่าง 40-100 เหรียญต่อบาร์เรล โรงกลั่นน่าจะหันมาขายในประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนพรีเมี่ยมบนราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน แต่ต้นทุนเชื้อเพลิงและผลขาดทุนที่ลดลงท่ามกลางราคาน้ำมันอ่อนตัวช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าว
ตลาดผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์และน้ำมันหล่อลื่นทรงตัว
นักลงทุนมีความกังวลต่อแนวโน้มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์และน้ำมันหลอลื่น ซึ่งส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจจีน TOP มีมุมมอง Neutral ต่อแนวโน้มอัตรากำไรและคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะทรงตัว YoY ถึงแม้ PX จะมีภาวะล้นตลาด แต่อุปสงค์ยังคงเติบโตจากโรงงาน PTA ที่สร้างใหม่และการปรับอุปทานของผู้ประกอบการ PX เพื่อรักษาส่วนต่างราคา นอกจากนี้โรงงานผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ขนาดใหญ่ 2 โรง ได้แก่ Jurong ในประเทศสิงค์โปร์และ Dragon ในประเทศจีน ยังคงปิดอยู่ โดยภาระหนี้สินของ Jurong ยังคงอยู่ในช่วงเจรจากับผู้ปล่อยสินเชื่อ ในขณะที่เหตุระเบิดของ Dragon เป็นครั้งที่ 2 เรียกความสนใจต่อหน่วยงานภาครัฐฯ และการบังคับใช้มาตราการที่เข้มงวดขึ้นก่อนการเปิดดำเนินการอีกครั้ง
ต่างจากผู้ผลิตกลุ่ม 2 & 3 TOP เป็นผู้ผลิตน้ำมันหล่อลื่นในกลุ่ม 1 ที่มีสินค้าอุปทานต่ำกว่าเนื่องจากมีการปิดซ่อมบำรุงโรงงาน ทางด้านอุปสงค์ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักและส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง เนื่องจากสินค้าของกลุ่ม 1 ส่วนใหญ่อยู่ในตลาดที captive และเป็นน้ำมันสำหรับการใช้ขนาดใหญ่ อย่างเช่น เรือเดินสมุทร นอกจากนี้ยังสามารถอัพเกรดเป็นสินค้าเฉพาะ เช่น WAX และ TDAE ที่เป็นน้ำมันหล่อลื่นชั้นพิเศษ
การอัพเกรดโครงการอยู่ในขั้นตอนการศึกษา
อีกหนึ่งคำถามที่พบบ่อยคือการจัดสรรเงินลงทุนในอนาคต จากกระแสเงินสดจำนวนมากของบริษัทฯ ผู้บริหารกล่าวว่าบริษทต้องรักษาสมดุลระหว่างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นและการก้าวไปข้างหน้าในการเติบโตอย่างระมัดระวัง เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันไว้ โดยบริษัทยังคงศึกษาโครงการอัพเกรด ที่ซึ่งจะเพิ่ม ความซับซ้อนจากเริตติ้งของเนสสันจาก 9 มาเป็น 12 และจะเพิ่มค่าการกลั่นรวมเฉลี่ยเป็นเลขสองหลักจากเลขหลักเดียว
การเติบโตเชิงรุกตั้งเป้าอัพเกรดน้ำมันเตาทั้งหมดมาเป็นก๊าซโซลีนและดีเซล และเพิ่มกำลังการผลิตการกลั่นขึ้น 100KBD โดยการสร้างโรงกลั่นขนาด 200KBD แทนโรงเก่า 2 โรงที่มีกำลังการผลิตอยู่ที่เพียง 50KBD ต่อโรง โดยบริษัทกล่าวว่างบลงทุนที่แน่นอนจะทราบได้ในไตรมาส 4/59 และจะการจัดทำผลสรุปการตัดสินใจขั้นสุดท้าย (FID) ภายในครึ่งหลังปี 2560 เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2563-2564 นอกจากนี้มีคำถามเกี่ยวกับความจำเป็นในการเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องหน่วยกลั่นน้ำมันดิบในภูมิภาค บริษัทกล่าวว่าจากจีดีพีของไทยที่คาดเติบโตราว 2-3% ต่อปี บริษัทคาดผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีของไทยจะอยู่ในช่วงขาดดุลระหว่างปี 2563-2564 พร้อมกันนี้ TOP ตั้งเป้าขายให้ตลาด AEC ที่มีแนวโน้มอุปสงค์แข็งแกร่งในอนาคต






