“เงินบาทแข็งค่าขึ้น ขณะที่ หุ้นไทยฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ”
สรุปความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท
- เงินบาททยอยแข็งค่ามาทดสอบระดับ 35.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบเกือบ 3 สัปดาห์ โดยเงินบาทมีแรงหนุนจากสถานะซื้อสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งก็สอดคล้องการปรับตัวขึ้นของสกุลเงินอื่นๆ ในภูมิภาคตามแรงซื้อสินทรัพย์เสี่ยงและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ทยอยฟื้นตัว ท่ามกลางการคาดการณ์ว่า เฟดจะยังไม่ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมี.ค.นี้ นอกจากนี้ สัญญาณที่อ่อนแอของดัชนีการจ้างงาน (ซึ่งเป็นองค์ประกอบของดัชนี ISM ภาคบริการ) ยังกระตุ้นให้มีแรงขายเงินดอลลาร์ฯ ออกมาก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในช่วงปลายสัปดาห์ด้วยเช่นกัน
- สำหรับในวันศุกร์ (4 มี.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 35.40 บาทต่อดอลลาร์ฯ เทียบกับระดับ 35.64 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 ก.พ.)
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (7-11 มี.ค.) ธนาคารกสิกรไทยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของเงินบาทที่ 35.25-35.55 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยอาจต้องจับตาการตอบรับของตลาดต่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ผลการประชุมประจำปีของสภาประชาชนแห่งชาติของจีน รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจเดือนก.พ. ของจีน อาทิ ทุนสำรองระหว่างประเทศ การส่งออก-นำเข้า สินเชื่อปล่อยใหม่สกุลเงินหยวน และอัตราเงินเฟ้อ ขณะที่ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะประกาศออกมาเพิ่มเติมระหว่างสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนีราคานำเข้า-ส่งออกเดือนก.พ. นอกจากนี้ ตลาดอาจจับตารายงานจีดีพีประจำไตรมาส 4/2558 (ครั้งที่ 2) ของญี่ปุ่นและยูโรโซน รวมถึงผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 10 มี.ค. ซึ่งเป็นที่คาดหมายว่า อาจจะมีการประกาศมาตรการผ่อนคลายเพิ่มเติมอีกระลอกหนึ่ง
สรุปความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทย
- ดัชนี SET ปรับพุ่งขึ้น จากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ โดยดัชนี SET ปิดที่ระดับ 1,379.53 จุด เพิ่มขึ้น 2.71% จากสัปดาห์ก่อน มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้น 20.12% จากสัปดาห์ก่อน มาที่ 52,874.45 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 495.88 จุด ลดลง 0.80% จากสัปดาห์ก่อน
- ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงในวันจันทร์จากแรงขายทำกำไร ก่อนที่ปรับตัวขึ้นในช่วงที่เหลือของสัปดาห์ ตามตลาดหุ้นในภูมิภาค โดยได้รับแรงหนุนจากแรงซื้อหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งการปรับลดสัดส่วนการกันสำรองของธนาคารพาณิชย์ (RRR) ของจีนซึ่งช่วยหนุนการพื้นตัวของตลาดหุ้นในภูมิภาค นอกจากนี้ นักลงทุนยังเข้าซื้อเพื่อเก็งกำไรก่อนการประชุม ECB ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ECB อาจจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม
สำหรับสัปดาห์ถัดไป (7-11 มี.ค.) บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีมีแนวรับที่ 1,365 และ1,350 จุด ขณะที่ แนวต้านอยู่ที่ 1,395 และ 1,410 จุด ตามลำดับ โดยปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การตอบรับของตลาดต่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ การประชุมธนาคารกลางยุโรป รวมทั้ง ถ้อยแถลงของรองประธานเฟด สำหรับเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะมีการรายงานปริมาณน้ำมันคงคลัง สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจต่างประเทศอื่นๆ ที่ต้องติดตาม คงได้แก่ การรายงานข้อมูลการค้าและระดับเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของจีน และอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจยูโรโซน

